Browse Tag: อาชญากรรม

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ใส่กำไลข้อเท้าEM ยังฉกนาฬิกาโรเล็กซ์

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ตำรวจ สน.ทองหล่อ จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ซึ่งอยู่ระหว่างได้รับการประกันตัว ยังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วย ก่อเหตุซ้ำปลดทรัพย์ผู้โดยสารตอนเมาและหลับ

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร เช้าวันนี้ (26ม.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ นำกำลังตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ จับกุมตัว นายอานนท์ อายุ 34 ปี โชว์เฟอร์แท็กซี่ฉกทรัพย์ผู้โดยสาร พร้อมของกลาง นาฬิกาโรเล็กซ์ จำนวน 1 เรือน มูลค่า 250,000 บาท รถแท็กซี่ โตโยต้า อัลติส สีขาว-ชมพู หมายเลขทะเบียน ทษ 9029 กรุงเทพมหานคร โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณปากซอยเอกมัย 7 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ม.ค.62 เวลาประมาณ 15.25 น. ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า ตนได้ไปสังสรรค์กับเพื่อน ที่สถานบริการแห่งหนึ่ง ย่านถนนเอกมัย จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. จึงเดินทางกลับที่พัก ย่านนนทบุรี โดยเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ซึ่งจอดอยู่ริมถนนปากซอยเอกมัย 7 เมื่อขึ้นรถแล้ว

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร

ผู้เสียหายรู้สึกผิดสังเกต พบว่ารถคันนี้ไม่มีมิเตอร์ คนขับบอกเพียงมิเตอร์เสีย จึงเหมาจ่ายในราคาเพียง 120 บาท ทำให้ตนรู้สึกว่าราคาถูกผิดปกติ แต่ก็ไม่คิดอะไร หนำซ้ำไม่มีการติดป้ายหมายเลขทะเบียนรถติดอยู่ที่ขอบประตูเหมือนเช่นรถแท็กซี่คันอื่นๆ จึงถ่ายภาพภายในห้องโดยสารไว้ จากนั้นได้เผลอหลับไป

จนกระทั่งต่อมารู้สึกตัวพบว่าตนเองกำลังเดินอยู่บริเวณหน้าห้างแห่งหนึ่ง ย่านถนนติวานนท์ และเมื่อสำรวจทรัพย์สินพบว่านาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ราคาประมาณ 250,000 บาท ได้หายไป จึงเดินทางมาแจ้งความกับทางตำรวจไว้

จากนั้นทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ และ พล.ต.ต.มงคล ได้สั่งการเน้นย้ำ ให้ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้ทำการสืบสวนคดีนี้เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้ กระทั่งสามารถแกะรอยเบาะแสที่ได้โดยตรวจสอบภาพถ่ายที่ผู้เสียหายถ่ายไว้ด้วยพบตำหนิพิเศษ

โดยปรากฏภาพสติ๊กเกอร์ สันนิษฐานว่าเป็นรูปพระ ติดอยู่ที่บริเวณเสาโครงรถ ซึ่งจากเบาะแสดังกล่าว ทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งการ และจัดกำลังออกเฝ้าจุดตรวจสอบรถแท็กซี่ที่จอดรับผู้โดยสารบริเวณหน้าสถานบริการในเขตรับผิดขอบโดยเฉพาะละแวกที่เกิดเหตุ

จนกระทั่งเมื่อกลางดึกของวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพบรถยนต์แท็กซี่สีชมพู-ขาว หมายเลขทะเบียน ทษ-9029 กรุงเทพมหานคร ต้องสงสัยจอดอยู่ภายในซอยเอกมัย 7 ซึ่งไม่พบผู้ขับขี่ เมื่อทางตำรวจสังเกตการณ์จากภายนอกรถพบตำหนิพิเศษถูกต้องตรงกันกับรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ จึงทำการเฝ้าอยู่ละแวกนี้ จนพบ นายอานนท์ เดินตรงเข้ามาที่รถ ทางตำรวจจึงได้แสดงตัวและขอทำการตรวจสอบ ซึ่งนายอานนท์ แสดงตนว่าตนเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวจริง จึงได้เชิญตัวมาสอบสวนที่ สน.ทองหล่อ

จากการสอบสวน นายอานนท์ ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ลงมือก่อเหตุลักทรัพย์นาฬิกาโรเล็กซ์ ของผู้เสียหายไปจริง โดยเมื่อวันที่ 12 ม.ค. เวลาประมาณ 02.00 น. ได้มีผู้เสียหายว่าจ้างให้ตนไปส่งที่ย่านนนทบุรี เมื่อผู้เสียหายขึ้นมาบนรถแล้วได้หลับไปอันเนื่องมาจากเมาสุรา และตนได้ทดลองเรียกหลายครั้งผู้เสียหายไม่ยอมตื่นขึ้นมา

ตนจึงจอดรถ และเอื้อมไปปลดนาฬิกาข้อมือมาเก็บไว้ จากนั้นเมื่อขับรถผ่านไปยังบริเวณหน้าห้างแห่งหนึ่ง ย่านถนนติวานนท์ จึงได้เรียกให้ผู้เสียหายตื่นขึ้น และได้ให้ลงจากรถไป จากนั้นตนจึงได้นำเอานาฬิกาข้อมือที่ได้ไปฝากไว้กับคนรู้จัก ชื่อนายสุพรรณ แสงระ เก็บไว้เพื่อที่จะได้นำออกจำหน่ายในภายหลัง

ต่อมานายอานนท์ ได้พาตำรวจ ไปยังบ้านพักของนายสุพรรณ ที่บ้านเลขที่ 29/31 ชั้น 4 แฟลตห้วยขวาง แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. โดยเมื่อพบนายสุพรรณ ได้พาไปตรวจค้นยังตู้โชว์ภายในห้องนอน พบนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ซึ่งนายอานนท์ ยืนยันว่าเป็นนาฬิกาข้อมือที่ตนลักเอามาจากผู้เสียหายจริง

จึงมีหลักฐานเชื่อได้ว่า นายสุพรรณมีพฤติการณ์ ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งอันทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฯ จึงได้ทำการจับกุมนายสุพรรณ พร้อมด้วยของกลางนาฬิกาโรเล็กซ์ ดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่า “รับของโจร” ดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ เนื่องจากเมื่อตรวจสอบประวัติของนายอานนท์ พบว่า เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยพฤติการณ์คือ นายอานนท์ ซึ่งเป็นผู้ขับรถแท็กซี่ จะฉวยโอกาสปลดทรัพย์ผู้โดยสารซึ่งเมาสุราหรือหลับบนรถ โดยถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 16 ส.ค.61 สน.ทองหล่อ และมีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ซึ่งปัจจุบัน นายอานนท์ อยู่ระหว่างได้รับการประกันตัว และพบว่าที่ข้อเท้าของนายอานนท์ ยังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วย

นอกจากนี้เจ้าตัวยังมีประวัติ เมื่อปี 2558 ลักทรัพย์ ในพื้นที่ สน.ลาดพร้าว และเมื่อปี 2561 ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในพื้นที่ สน.วังทองหลาง ตลอดจนเมื่อตรวจสอบใบขับขี่ ผู้ต้องหาไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะแต่อย่างใด จึงทำให้เชื่อว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะนี้อีกหลายครั้ง

หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายก่อเหตุลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อได้ทันที

ทั้งนี้ อยากจะฝากเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยามราตรี หากต้องใช้บริการรถแท็กซี่ ควรสังเกตว่า มีการติดป้ายประจำตัวผู้ขับไว้ที่หน้ารถหรือไม่ รวมทั้งมีการติดป้ายหมายเลขทะเบียนรถไว้บริเวณขอบประตูทุกบานหรือไม่ หากพบว่าไม่มีควรหลีกเลี่ยง ให้เชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพ รวมทั้งหากจำเป็นต้องใช้บริการรถแท็กซี่ทุกครั้ง ควรถ่ายภาพภายในรถไว้

จากนั้นส่งให้คนในครอบครัวหรือคนที่รู้จัก ไว้ใจได้ พร้อมทั้งแจ้งจุดหมายปลายทาง เพื่อสะดวกแก่การติดตาม ที่สำคัญไม่ควรหลับบนรถ อีกทั้งขอแนะนำไม่ควรใส่ของมีค่า หากมีต้องเก็บให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ล่อตาล่อใจเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงมาในคราบโชเฟอร์แท็กซี่ ซึ่งเชื่ออีกว่าน่าจะมีกลุ่มมิจฉาชีพทำลักษณะนี้อีก ทางตำรวจต้องทำการสืบสวนขยายผลอีกครั้ง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

ลวงรักหลอกโอน

ลวงรักหลอกโอน ! จับ “แก๊งโรแมนซ์สแกม” ไนจีเรียพร้อมแฟนสาวไทย

ลวงรักหลอกโอน สืบภาค 5 จับแก๊งโรแมนซ์สแกมชาวไนจีเรียร่วมแฟนสาวคนไทย หลอกโอนเงิน เหยื่อสูญเงินกว่า 1 ล้านบาท ตำรวจเชื่อยังมีเหยื่ออีกเพียบที่ไม่กล้าแจ้งความ

ลวงรักหลอกโอน ตำรวจสืบสวนภาค 5 จับกุมนายเค ซี ชาวไนจีเรีย วัย 40 ปี พร้อมนางสาวกศิณ์นันท์ อายุ 28 ปี แฟนสาวชาวไทยกับพวกรวมทั้งหมด 4 คน พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กในการกระทำความผิดหลอกลวงเหยื่อ คุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา

ลวงรักหลอกโอน

“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่น” และ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เผยว่า ผู้ต้องหาจะนำภาพที่ไม่ใช่ตนเอง เป็นหนุ่มหน้าตาดีชาวต่างชาติ ติดต่อกับหญิงไทยที่มีอยากมีแฟนเป็นชาวต่างชาติผ่านทางเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นคนมีฐานะชักชวนพูดคุยจนสนิทสนม ก่อนจะขอแต่งงาน เหยื่อรายล่าสุดเป็นหญิงชาวเชียงใหม่ถูกหลอกว่าจะส่งเงินมาให้ซื้อบ้านและทรัพย์สินในประเทศไทย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากนั้นจะให้แฟนสาวชาวไทย โทรศัพท์ไปอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากร หลอกเหยื่อว่าจะต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามประเทศ พูดจาหว่านล้อมจนเหยื่อหลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีที่เปิดไว้ให้หลายครั้ง เป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท สุดท้ายรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งตำรวจ

ตำรวจบอกว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุ 40 ปี ขึ้นไปจนถึงวัยเกษียณ จากการตรวจสอบในเฟซบุ๊กมีรายชื่อหญิงไทยเป็นเพื่อนจำนวนมาก เชื่อว่าน่าจะถูกหลอกหลายรายแต่ไม่กล้าแจ้งความ ขณะที่แก๊งโรแมนซ์สแกมแก๊งนี้มีทั้งหมด 18 คน จับกุมมาได้เกือบทั้งหมดแล้ว พร้อมฝากเตือนอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมหว่านล้อมให้มีการโอนเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ เพราะเกือบทั้งหมดเป็นแก๊งต้มตุ๋น

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

ลูกสาวช็อก

ลูกสาวช็อก ! พ่อหายจากบ้านนาน 4 เดือน เจออีกทีกลายเป็นศพถูกเผา

ลูกสาวช็อก ร.ต.อ.จตุพล เทสินทโชติ รองสารวัตรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแสนสุข ได้รับแจ้งจากพลเมืองดีว่าพบโครงกระดูกมนุษย์ ที่บริเวณหลังหมู่บ้านอรินสิริ@อ่างศิลา

ลูกสาวช็อก พบผู้ตายเป็นชายเหลือแต่โครงกระดูกอยู่บริเวณป่ากระถินหลังหมู่บ้านดังกล่าว จึงได้ตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับคนหายพบว่า น.ส.อรเนตร พรชนะธนมาศ อายุ 45 ปี ลูกสาวได้แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรเสม็ดว่า นายสุชิน บุญธรรม อายุ 72 ปี อาศัยอยู่บ้านเลขที่ 49/59 หมู่ 2 ตำบลบ้านปึก อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี

ลูกสาวช็อก

ได้หายไปจากบ้านเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ที่ผ่านมา จึงได้ประสานงานกับ น.ส.อรเนตร หลังจากนั้นจึงได้รุดมาดูโครงกระดูกดังกล่าวพบว่าเป็นนายสุชินจริง โดยดูจากเศษเสื้อผ้าที่หลงเหลือ กะโหลกศีรษะยุบจากการผ่าตัด เข็มขัด และสายรัดข้อมือในหลวงรัชกาลที่ 9 (ริสแบนด์)

หลังจากนั้นตำรวจได้นำโครงกระดูกส่งสถาบันนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิต และพิสูจน์อัตลักษณ์ของผู้ตาย โดยขอดีเอ็นเอจากกระพุ้งแก้มของ น.ส.อรเนตร นำไปตรวจสอบอีกครั้งหนึ่ง น.ส.อรเนตร เผยว่า 99 เปอร์เซ็นต์ เชื่อว่าเป็นโครงกระดูกพ่อแน่นอน จากรอยผ่าตัดกะโหลกศีรษะ สายเข็มขัด เสื้อยืดกล้ามที่เหลือเศษอยู่

และริสแบนด์สีส้มอมเหลืองที่พ่อใส่ติดมืออยู่ประจำ ยังทำใจไม่ได้เนื่องจากคิดว่าพ่อหลงไปที่อื่นและยังมีชีวิตอยู่ โดยตำรวจภูธรแสนสุขบอกว่า ก่อนพบโครงกระดูกได้มีชาวบ้านในหมู่บ้านนำสุนัขมาขับถ่ายและหลุดเข้ามาในป่ากระถิน จึงได้เข้ามาดูและพบโครงกระดูกดังกล่าวและแจ้งให้ตำรวจทราบ

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com…

หนุ่มแค้นใจใครๆ

หนุ่มแค้นใจใครๆ ก็ไม่รัก บุกฆ่าปาดคอน้องชายคนละแม่ กระหน่ำแทงเมียใหม่พ่อ

หนุ่มแค้นใจใครๆ ตำรวจตามจับได้ทันควัน หนุ่มใจอำมหิตบาดหมางกับเมียใหม่ของพ่อ-น้องชายคนละแม่ ตามจ้วงแทงให้ตายรายทาง สารภาพคับแค้นใจมานาน น้อยใจพ่อแท้ๆ ยังไม่เห็นหัว

หนุ่มแค้นใจใครๆ พ.ต.อ.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผกก.กก.สส.จ.ปทุมธานีพ.ต.อ.ธานินทร์ ฉัตรเจริญพร ผกก.สภ.ลำลูกกา พ.ต.ท.วิสิษฐ์ วัฒนพงษ์พิทักษ์ รอง ผกก.สส.สภ.ลำลูกกา พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน สภ.ลำลูกกา ได้ร่วมกันจับกุม นายอาทิตย์ อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดธัญบุรีเลขที่ 27/2562 ในความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, พกพาอาวุธ(มีด)ไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร

หนุ่มแค้นใจใครๆ

โดยถูกจับกุมตัวได้ที่บ้านเช่าแห่งหนึ่งใน อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยของกลางเป็นอาวุธมีด 1 เล่ม เสื้อผ้าที่สวมใส่ในเวลาก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ฮอนด้า MSX จึงถูกควบคุมตัวมายัง สภ.ลำลูกกา เพื่อทำการสืบสวนสอบสวน

คดีดังกล่าวสืบเนื่องจากมา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวานนี้ (18 ม.ค.) เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำลูกกา ได้รับแจ้งว่ามีคนถูกทำร้ายร่างกายด้วยอาวุธมีด โดยพลเมืองดีนำผู้ได้รับบาดเจ็บ 2 คน ส่งโรงพยาบาลสายไหม ก่อนจะเสียชีวิตลงในเวลาต่อมา ทราบชื่อคือ นายวรวุฒ อายุ 24 ปี และ นางอุบล อายุ 61 ปี ทั้งสองเป็นแม่ลูกกัน

เหตุการณ์เกิดขึ้นภายในบ้านหลังหนึ่งใน ต.บึงทองหลาง อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี เจ้าหน้าทีพบคราบเลือดเป็นทางยาวและอาวุธมีดตกอยู่ ซึ่งจากการสอบสวนพยานทราบว่าผู้ก่อเหตุคือ นายอาทิตย์ ซึ่งเป็นพี่ชายต่างมารดาของนายวรวุฒ และเป็นลูกเลี้ยงของนางอุบล หลังจากก่อเหตุได้หลบหนีไป

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นายอาทิตย์ ไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพ โดยจำลองเหตุการณ์บริเวณข้าง สภ.ลำลูกกา โดยจุดแรกบริเวณทางเข้าบ้าน เป็นจุดที่คนร้ายและนายวรวุฒขับขี่จักรยานยนต์สวนทางกัน โดยผู้ก่อเหตุได้ออกอุบายยืนโบกรถ เพื่อให้ผู้ตายจอด และทำทีเป็นรถเสีย ก่อนจะให้ผู้ตายจะลงมาช่วย ผู้ก่อเหตุจึงใช้อาวุธมีดที่พกมาในกระเป๋าจ้วงแทง

ปรากฏว่า ผู้ตายตกใจและพยายามวิ่งหนีเอาตัวรอด แต่วิ่งไปได้ประมาณ 10 เมตร นายอาทิตย์ก็ตามไปแทงซ้ำหลายครั้ง ก่อนจะหมดสติล้มฟุบไปกับนอนกับพื้นถนน ก่อนที่ผู้ก่อเหตุขึ้นขี่รถเข้าไปที่บ้าน ซึ่งอยู่ห่างกับจุดแรกประมาณ 40 เมตร จอดรถและเดินปรี่เข้าไปหา นางอุบล แม่เลี้ยงที่กำลังนั่งดูทีวีอยู่ในบ้าน

นายอาทิตย์ ได้ใช้เข่ากดเข้าที่ขาแม่เลี้ยง ก่อนจะใช้อาวุธมีดด้ามเดียวกันจ้วงแทงใส่หลายครั้ง กระทั่งนอนแน่นิ่งไป แล้วจึงหลบหนีไปขึ้นจักรยานยนต์ที่จอดไว้หน้าบ้าน เป็นจังหวะเดียวกับที่ นายสมบุญ ผู้เป็นพ่อจะเข้ามาเห็นและพยายามจับตัวลูกชายเอาไว้ แต่ นายอาทิตย์ สามารถสะบัดตัวดิ้นหลุดออกไปได้

ทั้งนี้ นายอาทิตย์ ได้ให้การว่า มีเรื่องอัดอั้นตันใจกับครอบครัวของแม่เลี้ยงมานาน ประกอบกับเมื่อช่วงก่อนเกิดเหตุ ผู้ก่อเหตุได้ขี่รถเข้าไปหาพ่อที่บ้านแม่เลี้ยง ก่อนจะถูกพ่อตำหนิที่ยังค้างจ่ายค่างวดรถ ทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ทำไมไม่มีใครช่วยเหลือเรื่องนี้บ้าง

ประกอบกับลูกชายของแม่เลี้ยงกับตนเอง ก็มีเรื่องบาดหมางกันมานานหลายปี ตั้งแต่สมัยเด็กๆ ด้วยความคับแค้นจึงกลับไปที่บ้านเช่า แล้วหยิบมีดทำครัวมา แล้วย้อนกลับมาก่อเกิดเหตุดังกล่าว ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้สอบปากคำอย่างละเอียดและดำเนินคดีทางกฏหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…

โผล่อีกคลิป

โผล่อีกคลิป “อาร์ตลาย” รับใบสั่ง “เทพโซโล” ยกแก๊งรุมกระทืบหนุ่มเจ็บสาหัส

โผล่อีกคลิป วินาทีโหดแก๊ง “อาร์ตลาย” เครือข่าย “เทพโซโล” รุมกระทืบหนุ่มสาหัส ขณะที่ตำรวจเร่งรวบรวมหลักฐานออกหมายจับ

โผล่อีกคลิป โลกโซเชียลมีเดียและเพจต่างๆ ทั่วทั้ง จ.ขอนแก่น ได้มีการเผยแพร่ภาพแก๊ง อาร์ตลาย หรือ นายอรรถพล อายุ 22 ปี ชาวบ้านตำบลบ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น ที่นำลูกทีมรุมทำร้ายชายคนหนึ่งจนเลือดอาบทั้งตัว โดยในคลิปจะได้ยินเสียงคล้ายกับไม้เบสบอลอะลูมิเนียม กระทบพื้นหลายครั้ง

พร้อมทั้งมีการฟาดเข้าที่ศีรษะและลำตัวของชายที่อยู่ในคลิปหลายครั้ง ซึ่งความยาวของคลิปเกือบ 2 นาที และเป็นหลังจากที่ถูกรุมทำร้ายจนเลือดอาบทั้งศีรษะทั้งตัว คาดว่าจะถูกรุมใช้อาวุธฟาดมาก่อนหน้าจะอัดคลิปหลายครั้ง

โผล่อีกคลิป

ผู้สื่อข่าวจึงได้ติดต่อไปยังผู้ที่นำภาพดังกล่าวมาเผยแพร่ ซึ่งเจ้าตัวไม่ขอเปิดเผยชื่อและนามสกุล บอกว่า เหตุการณ์ดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำที่กลุ่มนายอาร์ตลาย ทำร้ายร่างกายชายไม่ทราบชื่อ

อายุประมาณ 20-25 ปี เนื่องจากนายอาร์ตลาย ได้รับการว่าจ้างจากเจ้าของเฟซบุ๊ก “เทพโซโล” ให้ทำร้ายเครือข่ายค้ายาบ้า ที่ไม่ยอมจ่ายค่ายาเสพติด นายอาร์ตจึงนัดเป้าหมายมาที่บริเวณหน้าบ้านแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ริมถนนเลี่ยงเมือง สายขอนแก่น-อุดรธานี ต.บ้านเป็ด อ.เมือง จ.ขอนแก่น

แต่เมื่อถึงเวลานัด ปรากฏว่ามีผู้ชายขับขี่รถจักรยานยนต์มาด้วยกัน 2 คน กลุ่มนายอาร์ตลายจึงรุมทำร้ายคนขับขี่รถจักรยานยนต์ เพราะคิดว่าเป็นเป้าหมาย ส่วนคนที่นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ได้วิ่งหนีไป แต่สุดท้ายเป็นการทำร้ายผิดคน เพราะเป้าหมายจริงๆ คือคนที่วิ่งหนีไป ส่วนคนที่ถูกทำร้ายเป็นขับขี่รถจักรยานยนต์มาส่งเท่านั้น

ขณะที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย ผกก.สภ.บ้านเป็ด กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้ง 6 คน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาเพิ่มอีก 3 ข้อหา ประกอบด้วยฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาและไตร่ตรองไว้ก่อน

โทษสูงสุดคือประหารชีวิต และร่วมกันปล้นทรัพย์และอั้งยี่ซ่องโจร โดยได้คุมตัวส่งศาลฝากขังที่เรือนจำกลางขอนแก่น 5 คน ประกอบด้วย นายอาร์ตลาย, นายมนตรี อายุ 23 ปี ,นายจารุพงษ์ อายุ 19 ปี ,นายเกียรติศักดิ์ อายุ 23 ปี และ น.ส.อาลิสา อายุ 22 ปี ทั้งหมดเป็นชาว จ.ขอนแก่น และ นายอั๋น อายุ 16 ปี คุมตัวส่งสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนจังหวัดขอนแก่น

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com…

หนุ่มเครียด

หนุ่มเครียด “แม่ไม่ซื้อจักรยานยนต์ให้” สุดท้ายน้อยใจผูกคอดับคาห้องพัก

หนุ่มเครียด ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า ร.ต.อ.วริทธิ์ งอยกุดจิก พนักงานสอบสวน สภ.เมืองสกลนคร ได้รับแจ้งเหตุว่ามีคนผูกคอตายที่ห้องพักแห่งหนึ่ง

หนุ่มเครียด เมื่อเจ้าหน้าที่มาถึงที่เกิดเหตุพบว่าเป็นห้องแถวตึกชั้นเดียวติดกัน 4 ห้อง โดยภายในห้องพบสายสะพายกระเป๋าสีเทาผูกกับช่องลมห้องน้ำ และผู้เสียชีวิต ทราบชื่อคือ นายอนุชา อินทร์หอม อายุ 33 ปี สภาพสวมเสื้อกีฬาสีขาว กางเกงขาสามส่วนสีดำ จากการชันสูตรไม่พบร่องรอยถูกทำร้าย เสียชีวิตเนื่องจากขาดอากาศหายใจ จากการสอบถามเจ้าของห้องเช่าเล่าว่า ผู้ตายมาเช่าห้องพักได้ประมาณ 1 เดือน

หนุ่มเครียด

โดยแม่เป็นคนเช่าและเดินทางมาหาลูกชายเดือนละครั้ง โดยก่อนเกิดเหตุตนได้รับโทรศัพท์จากแม่ผู้ตายว่า ฝากดูแลลูกชายด้วยเพราะทะเลาะกัน เนื่องจากผู้ตายได้โทรศัพท์มาขอให้แม่ซื้อรถจักรยานยนต์ให้ แต่แม่ไม่ยอมซื้อให้ ด้วยความโมโหแม่ก็จึงว่ากล่าวตักเตือนลูกชาย ว่าแม่ไม่มีเงินซื้อให้หรอก หากอยากได้ก็ออกไปหางานทำซื้อเอาเอง

ต่อมาเมื่อวันศุกร์ ที่ 11 มกราคม 2562 เจ้าของห้องเช่าได้โทรศัพท์ไปหาแม่ผู้ตายเพื่อแจ้งบอกกับแม่ผู้ตายว่า ลูกชายยังอยู่ที่ห้องไม่ได้ออกไปไหนหลายวันแล้ว แม่ผู้ตายจึงได้โทรศัพท์มาหาผู้ตายหลายครั้งแต่ไม่รับสาย จนคนข้างห้องผู้ตายได้กลิ่นเหม็นคล้ายกลิ่นของเน่าและมีแมลงวันเยอะผิดปกติที่ห้องของผู้ตาย จนทนกลิ่นและแมลงวันไม่ไหวต้องออกไปนอนที่อื่น

จึงแจ้งให้เจ้าของห้องพักทราบ ทางเจ้าของห้องพักจึงเข้ามาเคาะประตูเรียกผู้ตายแต่ก็ไม่มีการตอบรับ เมื่อลองเปิดประตูพบว่าประตูไม่ได้ล็อก จึงเปิดเข้าไปพบว่านายอนุชาเสียชีวิตแล้ว

ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานว่า นายอนุชาอาจจะเครียดเพราะน้อยใจแม่ ประกอบกับเรื่องเงินค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จึงตัดสินใจผูกคอดังกล่าว เจ้าหน้าที่จึงได้นำศพไปไว้ที่โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร เพื่อรอญาติมาติดต่อขอรับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

ฆ่าโหด ! โจรใต้แขวนคออดีตครู ชิงรถกระบะทำคาร์บอมบ์

ฆ่าโหด คนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ ในพื้นที่ อ.เทพา จ.สงขลา ระหว่างฐานหน่วยเฉพาะกิจสงขลากับ สภ.ห้วยปลิง จนท.ตำรวจบาดเจ็บ 2 นาย

ฆ่าโหด เมื่อช่วงเช้าวันนี้ ( 8 ม.ค. 62 ) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายลอบวางระเบิดคาร์บอมบ์ริมถนนสายชนบท บ้านนิคม หมู่ 3 ต.ท่าม่วง อ.เทพา จ.สงขลา ซึ่งเป็นเส้นทางระหว่างฐานของหน่วยเฉพาะกิจสงขลา กับ สภ.ห้วยปลิง ทำให้รถกระบะที่คนร้ายใช้ประกอบคาร์บอมบ์ถูกระเบิด กลายเป็นเศษเหล็ก เบื้องต้นมีเจ้าหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 2 นาย คือ ร.ต.ท.สมนึก แก้วหมุน เย็บสิบเข็ม

ฆ่าโหด

ส่งโรงพยาบาลเทพา ร.ต.อ.(ญ) สินีนาถ คงพุทธ ถูกสะเก็ดระเบิด บริเวณหน้าอกซ้ายส่งโรงพยาบาลตำรวจยะลา

จากการตรวจสอบเบื้องต้น พบว่า รถกระบะคันที่ใช้ก่อเหตุ เป็นรถยนต์กระบะยี่ห้ออีซูซุ หมายเลขทะเบียน บพ 1331 สงขลา ซึ่งมี นายอมตะอายุ 62 ปี หรือ ครูจ้อง อดีตข้าราชการครูเกษียณ เป็นผู้ครอบครอง ภูมิลำเนาอยู่ที่หมู่ 1 บ้านหว้าหลัง ต.สะบ้าย้อย จ.สงขลา

ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.สะบ้าย้อย เข้าตรวจสอบที่บ้านพักพบว่า นายอมตะ ถูกฆ่าแขวนคอเสียชีวิตอยู่ภายในบ้าน เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายน่าจะก่อเหตุฆ่า นายอมตะ และชิงรถกระบะไปประกอบระเบิดคาร์บอมบ์ และเป็นฝีมือของกลุ่มแนวร่วมในพื้นที่เพื่อสร้างสถานการณ์

ขณะนี้ เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงกำลังอยู่ระหว่างการเข้าตรวจสอบเก็บหลักฐานทั้งสองจุด

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com…

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ งัดคลิปโชว์สื่อ ปัดกลับรถตัดหน้าตามคู่กรณีอ้าง

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ ล่าสุดญาตินำคลิปกล้องหน้ารถมาเปิดโชว์ ยืนยันว่ารถเก๋งไม่ได้เลี้ยวตัดหน้า ตามที่คู่กรณีให้การกับตำรวจ

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ เหตุโศกนาฏกรรมช่วงวันปีใหม่ รถกระบะชนรถเก๋งเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ ล่าสุดญาตินำคลิปกล้องหน้ารถมาเปิดโชว์ ยืนยันว่ารถเก๋งไม่ได้เลี้ยวตัดหน้า ตามที่คู่กรณีให้การกับตำรวจ

(6 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดวังหิน ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต จากกรณีเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ รถกระบะพุ่งชนรถเก๋งที่เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารที่นั่งมากับรถเก๋งเสียชีวิตพร้อมกัน 5 ศพ เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา บริเวณถนนสายพิมาย-ตลาดแค หลังกิโลเมตรที่ 4-5 บ้านตำแย หมู่ที่ 3 ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ

โดยบรรยากาศในวันนี้ ทางครอบครัวและญาติๆ ได้นำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่ศาลาการเปรียญ วัดวังหิน จำนวน 4 ศพ ส่วนอีก 1 ศพ ญาติได้นำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดในกรุงเทพมหานคร โดยมีกำหนดการฌาปนกิจศพ เวลา 16.00 น. ในวันนี้ โดยใช้สถานที่เผาศพแบบเรียบง่าย ใช้อิฐบล็อกมาก่อขึ้นให้ใหญ่กว่าโลงศพทั้ง 4 กองฟอนแล้วใช้ฟืนเป็นท่อนมาวางทับแล้วจุดไฟทำการฌาปนกิจ พร้อมกันทั้ง 4 ศพ

นายอุดม อายุ 66 ปี พ่อของ น.ส.ภาสินี หนึ่งในผู้เสียชีวิตได้ออกมาขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาวและผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยการนำคลิปกล้องหน้ารถจากรถที่ขับตามหลังรถกระบะคู่กรณี พร้อมกับเปิดให้กับผู้สื่อข่าวได้ดู โดยระบุว่า กล้องหน้ารถจับภาพได้ชัดเจนว่า รถยนต์คันที่ลูกสาวนั่งมานั้น ไม่ได้เลี้ยวตัดหน้ารถกระบะกระชั้นชิดตามที่เป็นข่าว

เพราะจากการตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว จเห็นได้ว่ารถยนต์ขับเลี้ยวมาถึงเส้นเกาะกลางถนนแล้ว รถจอดรอจะข้ามไปถนนอีกฝั่งอยู่แล้ว แต่รถกระบะได้ขับแซงขวาขึ้นมาปด้วยความเร็ว จึงได้พุ่งชนรถเก๋งอย่างจัง ไม่ได้เป็นเหตุรถยนต์หักเลี้ยวตัดหน้ากะทันหันตามที่กล่าวอ้างและให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

ทั้งนี้ตนและครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 คน จึงขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนคดีใหม่ โดยตนเองจะนำคลิปวีดีโอกล้องหน้ารถนี้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา       https://www.sanook.com

ทหารหนุ่มหัวร้อน

ทหารหนุ่มหัวร้อน ฉุนโดนขับรถเบียด ปาดหน้า-ชักปืนขู่ฆ่าพ่อแม่ลูกยกครัว

ทหารหนุ่มหัวร้อน ภาพเหตุการณ์ทหารหนุ่มหัวร้อน ไม่พอใจรถขับชะลอและเบียด ซิ่งปาดหน้า-ชักปืนขู่จะฆ่าให้ตายยกครัว หอบคลิปแจ้งความพยายามฆ่า ตำรวจออกหมายเรียก-ประสานต้นสังกัดแล้ว

ทหารหนุ่มหัวร้อน ภาพจากกล้องหน้ารถยนต์คันหนึ่ง ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ ระหว่างขับขี่อยู่ตามปกติ ได้มีรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีดำ ที่วิ่งอยู่ที่เลนขวาได้ขับปาดหน้า ก่อนจะตะโกนให้จอดข้างทาง จากนั้นชายรูปร่างสูงผอม ผมสั้นเกรียน สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีดำเดินลงมาจากรถ

ทหารหนุ่มหัวร้อน

ส่วนรถคันที่ติดกล้องนั้น มีชาย 2 คนและหญิงอีกคน เดินลงมา แต่ปรากฏว่าหลังทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ชายผมสั้นเกรียนได้ชักอาวุธปืนพกขึ้นมาข่มขู่ ขณะที่ฝ่ายหญิงเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธ จึงรีบห้ามฝ่ายชาย 2 คนไม่ให้มีเรื่องกัน จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้ขับรถแยกย้ายออกจากจุดเกิดเหตุ โดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. วานนี้ (30 ธันวาคม) บริเวณถนนโชตนา หมู่ 1 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

หลังเกิดเหตุ นายอำนาจ อายุ 54 ปี พร้อมด้วยภรรยาและลูกชาย วัย 19 ปี ทั้งหมดเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี ได้นำหลักฐานคลิปจากกล้องหน้ารถเป็นหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ริม เพื่อติดตามตัวชายผมเกรียนที่ชักอาวุธปืนข่มขู่ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายอำนาจ เปิดเผยว่า ตนกับครอบครัวขับรถยนต์ มาสด้า มาจากบ้านที่ จ.นนทบุรี เพื่อจะไปทำบุญในอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยลูกชายเป็นคนขับ โดยระหว่างทางได้ขับอยู่เลนซ้าย และชะลอจอดเพื่อแวะซื้อลอตเตอรี่ที่ขายอยู่ข้างทาง คาดว่าขณะที่จอดหรือออกตัวรถ อาจจะเบี่ยงรถทำให้คู่กรณีเกิดความไม่พอใจ และเปิดกระจกรถตะโกนต่อว่า
ต่อมาลูกชายจึงเปิดกระจกและถามว่า “อะไร” ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นได้ขับรถปาดหน้ากัน และสั่งให้จอดข้างทาง ก่อนจะเดินลงมาชักปืนขู่ตามที่ปรากฏให้เห็นในคลิป

นายอำนาจ เปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวได้พูดจาข่มขู่ว่าจะยิงให้ตายทั้งครอบครัว เมื่อตนเห็นท่าไม่ดีจึงลงไปห้ามและปรามลูกชาย พร้อมและขอความช่วยเหลือจากรถที่ขับผ่านมา ชายคนดังกล่าวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที

หลังเกิดเหตุภรรยาได้โทรศัพท์แจ้ง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเกรงว่าชายหนุ่มรายนี้อาจจะติดตามมาทำร้ายตนและครอบครัวอีก

นายอำนาจ ยังกล่าวฝากถึงผู้ขับขี่ว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ปริมาณรถมีจำนวนมากจึงทำให้การจราจรติดขัด อยากให้ผู้ขับขี่ใจเย็นและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน หากใจร้อนหรือวู่วามอาจทำให้เกิดความสูญเสียตามมาได้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า หลังจากสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว ได้ตรวจเช็คทะเบียนรถคู่กรณี เบื้องต้นทราบข้อมูลว่า คนขับเป็นทหารสังกัดค่ายแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกมาสอบปากคำ เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความข้อหาพยายามฆ่าไว้ ขณะเดียวกันได้ประสานแจ้งไปยังต้นสังกัดของทหารคนดังกล่าวเพื่อทราบแล้ว คาดว่าผู้บังคับบัญชาจะพาตัวมาเข้าพบต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ซั่มก่อนฆ่า

ซั่มก่อนฆ่า หนุ่มบีบคอเมียตายคารถ เก็บกกน.ไว้ดูต่างหน้าแล้วหนีเข้าป่านับเดือน

ซั่มก่อนฆ่า นาทีบุกจับกลางป่าหนุ่มไทใหญ่บีบคอฆ่าเมียรักในรถ อ้างซดยาล้างห้องน้ำหวังตายตามแต่ไม่สำเร็จ

ซั่มก่อนฆ่า ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ริม นำตัว นายชายยะ ไม่มีนามสกุล อายุ 37 ปี ชาวไทใหญ่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่จุดเกิดเหตุภายในโรงรถของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก การพบศพ นางติ้ง อายุ 34 ปี สาวชาวไทใหญ่ ลูกจ้างของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา บนเบาะรถยนต์ยี่ห้อแลนด์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน บว 6365 เชียงใหม่ ที่จอดในโรงรถของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้า 12 พ.ย.ที่ผ่านมา

ซั่มก่อนฆ่า

พ.ต.อ.พิเชษฐ จิรนันตะสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า หลังก่อเหตุและหลบหนีไปนานกว่า 1 เดือน ล่าสุด ชุดสืบสวนตำรวจภูธรแม่ริม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และ เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่สา , อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กว่า 50 นาย นำกำลังบุกเข้าไปในป่าทึบบ้านห้วยดีหมี ต.โป่งแยง อ.แม่ริม

จับกุมตัว นายชายยะ ซึ่งหลบซ่อนตัวโดยสร้างกระท่อมเล็กๆ อยู่กลางป่า และจากการตรวจค้นภายในกระท่อมที่พัก พบโทรศัพท์มือถือและกางเกงใน 1 ตัว ซึ่งเป็นของนางติ้งผู้เสียชีวิต จึงยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบสวน นายชายยะ สารภาพว่า ไม่ได้ข่มขืนก่อนฆ่า แต่มีสัมพันธ์กันด้วยความยินยอมเพราะตนและนางติ้งเป็นสามีภรรยากัน ก่อนหน้านี้คบหากันนางติ้งมานาน 3 ปี แต่เนื่องจากครอบครัวของนางติ้งไม่ชอบตนเอง เพราะเคยมีภรรยามาก่อน จึงไม่ได้อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา โดยตนเองพักอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ใน อ.หางดง และ จะแอบไปมาหาสู่กับนางติ้งเป็นประจำ

ส่วนวันเกิดเหตุนางติ้งโทรศัพท์นัดให้มาหาและได้แอบมีเพศสัมพันธ์ในรถยนต์ จากนั้นตนจึงชวนนางติ้งหนีไปอยู่ด้วย แต่นางติ้งปฏิเสธและบอกว่าความรักของเราเป็นไปไม่ได้ จึงเกิดความโมโหที่นางติ้งไม่ตอบรับ จึงได้ชวนนางติ้งตายด้วยกัน ก่อนจะลงมือบีบคอจนเสียชีวิต

จากนั้นนายชายยะ อ้างว่า ได้ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำไปครึ่งขวด หวังฆ่าตัวตามตายภรรยา แต่ไม่ตายจึงเกิดความกลัวจึงหลบหนีไปอยู่ในป่าลึก โดยได้หยิบมือถือของนางติ้ง พร้อมกับกางเกงในของนางติ้งไปด้วย เพราะนางติ้งบอกให้เก็บไว้ดูต่างหน้า จากนั้นได้หลบซ่อนตัวในป่าลึก โดยอาศัยขโมยอาหารของชาวบ้านตามพื้นที่และหาผลไม้กินในป่า

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com