สาวถูกอดีตสามีพาเพื่อนรุมฉุดรอดแล้ว

สาวถูกอดีตสามีพาเพื่อนรุมฉุดรอดแล้ว

สาวถูกอดีตสามีพาเพื่อนรุมฉุดรอดแล้ว

สาวถูกอดีตสามีพาเพื่อนรุมฉุดรอดแล้ว

สาวถูกอดีตสามีพาเพื่อนรุมฉุดรอดแล้ว

จากกรณี นางสาวจิญาดา เว้นบาป หรือน้องมิ้น อายุ 26 ปี นักศึกษาบริบาล ได้ถูก นายปิยพงษ์ อุสาสาน หรือต้น อายุ 35 ปี อดีตสามี พร้อมพวกรวม 4 คน ฉุดอุ้มขึ้นรถเก๋งโตโยต้า สีขาว ทะเบียน 1กฐ 5822 กทม. บริเวณลานจอดรถของอพาร์ตเมนต์ ภายในเขตเทศบาลนครเชียงราย โดยพบว่าฝ่ายชายมีพฤติกรรมรุนแรง ชอบทำร้ายทุบตี จับกล้อนผม และแก้ผ้า ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายจับไปแล้วนั้น  ความคืบหน้าล่าสุด เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 รายการทุบโต๊ะข่าว ทางช่องอมรินทร์ทีวี รายงานว่า เมื่อเวลา 21.45 น. ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำตัว นางสาวจิญาดา เดินทางมาที่ศาลากลางจังหวัดเป็นที่เรียบร้อย หญิงสาวโผเข้ากอดผู้เป็นพ่อแน่น ด้านพ่อก็กอดลูกสาวด้วยความดีใจที่ปลอดภัยกลับมา โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่จะนำตัวเธอไปสอบสวน และเตรียมช่วยเหลือเยียวยาสภาพจิตใจ แต่ยังคงไม่เปิดเผยข้อมูลใด ๆ                     ด้านนายสวัสดิ์ พรวัฒนสิทธิ์ อายุ 51 ปี พ่อของนางสาวจิญาดา เผยว่า ครั้งนี้ ตนจะไม่ถอนแจ้งความอย่างแน่นอน จะไม่มีการให้อภัยหรือยกโทษให้ เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยให้อภัยและให้โอกาสไปแล้ว และนายต้นก็รับปากว่าจะปรับปรุงตัว แต่ก็ยังไม่สำนึก และเป็นเช่นเดิม ยืนยันจะเอาเรื่องให้ถึงที่สุด รวมไปถึงชายอีก 3 คน ที่ร่วมกันก่อเหตุด้วย ส่วนตนไม่ทราบว่าสาเหตุของการที่ลูกสาวถูกกระทำเช่นนี้เป็นเพราะอะไร โดยตลอดเวลาที่ผ่านมาตนไม่เคยกีดกัน หรือปิดกั้นทั้ง 2 คนไม่ให้คบหากันเลย  ขณะที่ทางด้าน นายอำนวย (นามสมมติ) ลุงของนายปิยพงษ์ เผยว่า หลานชายเป็นเด็กนิสัยดี จิตใจดี เรียนหนังสือดี พ่อแม่เลี้ยงให้มีการศึกษาที่ดี แต่หากมีความเครียดจะเป็นคนเอาแต่ใจตัวเอง อารมณ์ร้อนรุนแรง อาจจะทำอะไรไปโดยไม่ทันคิดให้รอบครอบ นอกจากนี้ นายปิยพงษ์เป็นคนที่จิตใจบริสุทธิ์ ต้องถือศีล เนื่องจากเป็นร่างทรงเจ้าพี่ทาสุวรรณ เคยทรงองค์เทพต่าง ๆ ซึ่งสืบเชื้อสายร่างทรงมาจากต้นตระกูล นายอำนวย ระบุว่า เมื่อหลายปีก่อนนายปิยพงษ์เคยพาภรรยาและลูก 2 คนมาที่บ้าน ตอนนั้นตนก็เห็นยังรักกันดี ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน แต่ระยะหลังมานี้หลานชายไม่ค่อยกลับมาที่บ้านนี้สักเท่าไร อย่างไรก็ดี หากหลานชายผิดจริงก็ยืนยันไม่ปกป้อง ต้องยอมรับและรับผิดชอบ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

หนุ่มหล่อ4เมียถูกซุ่มยิงดับคาอู่รถ

หนุ่มหล่อ4เมียถูกซุ่มยิงดับคาอู่รถ

หนุ่มหล่อ4เมียถูกซุ่มยิงดับคาอู่รถ

หนุ่มหล่อ4เมียถูกซุ่มยิงดับคาอู่รถ

หนุ่มหล่อ4เมียถูกซุ่มยิงดับคาอู่รถ

เผยนาทีหนุ่มหล่อเมีย 4 ถูกซุ่มยิงหลายสิบนัดดับคาอู่แต่งรถ คาดปมหึงเมียเด็ก-เมียม่าย

จากกรณีเกิดเหตุคนร้ายไม่ทราบจำนวน ซุ่มยิงนายพงศ์พิพัฒน์ อายุ 34 ปี เจ้าของอู่ตกแต่งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เสียชีวิต บริเวณหน้าบ้านในพื้นที่หมู่ 5 ต.ทุ่งไทรทอง อ.ลำทับ จ.กระบี่ และมีเพื่อนได้รับบาดเจ็บ 1 คน คือ นายสุรเดช ถูกยิงเข้าที่มือข้างขวา เหตุเกิดเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 30 มกราคม ที่ผ่านมา

เกี่ยวกับเรื่องนี้ (31 มกราคม 2562) อมรินทร์ ทีวี รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำทับ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบภายในสวนปาล์มน้ำมันรอบบริเวณบ้านที่เกิดเหตุ ซึ่งเป็นจุดที่คนร้ายซุ่มยิง และเส้นทางหลบหนี ก่อนจะเดินทางไปที่วัดลำทับ สถานที่จัดงานศพนายพงศ์พิพัฒน์ เพื่อเชิญตัวแม่ของนายพงศ์พิพัฒน์ ญาติ ๆ และแฟนสาวทั้ง 4 คน ของนายพงศ์พิพัฒน์ไปสอบปากคำ

เบื้องต้น เจ้าหน้าที่มุ่งประเด็นการสังหารไปที่การขัดแย้งยาเสพติด เนื่องจากผู้ตายเคยถูกจับคดียาเสพติดเมื่อปีที่ผ่านมา และเรื่องชู้สาว เนื่องจากผู้ตายมีภรรยา 4 คน จึงอาจเกิดการหึงหวงกัน ซึ่งนายพงศ์พิพัฒน์จะซื้อรถเก๋งให้ภรรยาทุกคน และเลี้ยงดูอย่างดี

โดยคนล่าสุด อายุ 18 ปี ทำให้ภรรยาคนก่อนหน้ามีความหึงหวงเกิดขึ้น และทะเลาะกันบ่อยครั้ง แถมถูกนายพงศ์พิพัฒน์ทำร้ายร่างกายอีกด้วย นอกจากนี้ ผู้ตายมีภรรยาคนหนึ่งที่เป็นแม่ม่าย สามีเคยติดคุกคดียาเสพติด ซึ่งอาจเป็นสาเหตุการสังหารได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม คาดว่าคนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 2 คน มาดักซุ่มรอผู้ตายอยู่ที่สวนปาล์มข้างบ้าน พร้อมใช้อาวุธปืนลูกซองและปืนสั้นยิงใส่ผู้ตายจำนวนหลายนัด ส่วนเพื่อนผู้ตายคาดว่าจะถูกลูกหลงจากกระสุนปืนลูกซอง ก่อนจะตกใจวิ่งหนีออกไป  ขณะที่ แม่นายพงศ์พิพัฒน์ เผยว่า ตนไม่ทราบสาเหตุที่ลูกชายถูกยิง เนื่องจากลูกชายไม่เคยเล่าให้ฟังว่ามีปัญหาหรือมีเรื่องขัดแย้งกับใคร ยอมรับว่าลูกชายเคยถูกจับกุมตัวคดียาเสพติด ส่วนเรื่องลูกชายมีแฟนหลายคน ตนก็ไม่พบว่าจะมีการทะเลาะกัน เนื่องจากจะผลัดเปลี่ยนกันมาที่บ้าน ไม่มีการเผชิญหน้ากันทั้ง 4 คน

อย่างไรก็ตาม ล่าสุด (1 กุมภาพันธ์) สปริงนิวส์ รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ลำทับ ได้เผยแพร่คลิปวินาทีคนร้ายก่อเหตุซุ่มยิงนายพงศ์พิพัฒน์ หลายสิบนัดจนเสียชีวิตบริเวณหน้าบ้านตัวเอง ซึ่งคลิปดังกล่าวเผยแพร่เพื่อให้ประชาชนได้แจ้งเบาะแสคนร้าย หากผู้ใดแจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมได้จะมีรางวัลนำจับให้ โดยสามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ สภ.ลำทับ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

ตำรวจอ่างทองสกัดจับเก๋งขนยานรก

ตำรวจอ่างทองสกัดจับเก๋งขนยานรก

ตำรวจอ่างทองสกัดจับเก๋งขนยานรก

ตำรวจอ่างทองสกัดจับเก๋งขนยานรก

ตำรวจ ทล.อ่างทอง สกัดจับเก๋งขนยาบ้า 2.8 แสนเม็ด รวบผู้ต้องหา 3 คน

ตำรวจทางหลวงอ่างทอง สกัดจับเก๋งต้องสงสัยลอบขนยาบ้า ยึดของกลาง 280,000 เม็ด รวบผู้ต้องหา 3 คน สารภาพเป็นของชาวเมียนมา รับมาจากพื้นที่ จ.ชัยนาท ว่าจ้าง 150,000 บาทให้ส่งเข้ากรุงเทพฯ

เมื่อเวลา 00.15 น. วันที่ 31 ม.ค. เจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงอ่างทอง พ.ต.ต.จารุพัฒน์ สร้างพล สว.ส.ทล.6 กก.1 ร.ต.อ.ปรีชา พ่วงภู่ รอง สว. ร.ต.อ.ปัญญา เดชปั้น ร.ต.ท.ถนัด จะเฮิง รอง สว.ฯ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงอ่างทอง ทำการจับกุม นางสาวแววตา เที่ยงตรง อายุ 36 ปี ชาวบ้าน หมู่ 6 ตำบลตลิ่งชัน อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช นางสาวปิยะนุช แสงอรุณ อายุ 33 ปี ชาวบ้าน ตำบลท่าประจะ อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช และนายธนพล ส่งเลิศ อายุ 23 ปี ชาวบ้าน หมู่ 5 ตำบลช้างซ้าย อำเภอพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 280,000 เม็ด ที่บรรจุในถุงเมล็ดข้าวเปลือก และถุงพลาสติกสีดำ อย่างละ 1 ถุง ในรถยนต์เก๋งโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 1263 พังงา ได้ที่บริเวณถนนอ่างทอง-สิงห์บุรี สายใน สี่แยกวัดชัยภูมิ ตำบลไชยภูมิ อำเภอไชโย จังหวัดอ่างทอง

สืบเนื่องจากทางเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวงได้รับแจ้งจากสายลับว่า จะมีผู้ลักลอบขนยาเสพติดให้โทษมาในเขตพื้นที่ที่รับผิดชอบ จึงได้ออกตรวจในเขตพื้นที่จอดรถ วิทยุสังเกตการณ์ ที่บริเวณสี่แยกชัยภูมิ พบรถยนต์เก๋งยี่ห้อโตโยต้า สีขาว หมายเลขทะเบียน กง 1263 พังงา ได้ขับขี่ผ่านมาท่าทางมีพิรุธจึงได้เรียกให้หยุดรถพร้อมทั้งแสดงตนว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ พบ นางสาวแววตา เที่ยงตรง เป็นผู้ขับขี่ นางสาวปิยะนุช แสงอรุณ นั่งเบาะด้านหน้าคู่กับผู้ขับขี่ และพบนายธนพล ส่งเลิศ นั่งอยู่เบาะด้านหลังตรงกับผู้ขับขี่

ผลการตรวจค้นพบยาบ้าของกลางบรรจุอยู่ในถุงข้าวเปลือกและถุงพลาสติกสีดำอย่างละ 1 ถุง จำนวน 2 แสนแปดหมื่นเม็ด วางอยู่บริเวณด้านหลัง ที่พักเท้าตรงกับที่นางสาวปิยะนุช และอยู่ด้านซ้ายมือของนายธนพล เบื้องต้น นางสาวแววตา และนางสาวปิยนุช ให้การรับว่า ยาเสพติดของกลางดังกล่าวเป็นของตนเอง

ไปรับมาจากบริเวณข้างถนนสายเอเชีย จังหวัดชัยนาท โดยมีผู้นำยามาวางไว้ให้ โดยที่ยังไม่ได้ระบุจุดรับส่งโดย ครั้งก่อนได้รับค่าจ้างเป็นจำนวนเงิน 150,000 บาท แต่การรับจ้างครั้งนี้ยังไม่ได้ตกลงราคากับผู้ว่าจ้าง ซึ่งเป็นชาวเมียนมา โดยผ่านการติดต่อจากเพื่อนอีกทีหนึ่ง

ส่วนนายธนพล ให้การปฏิเสธกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุม จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบว่าการกระทำของผู้ต้องหาเป็นการกระทำความผิดฐานมียาเสพติดประเภท 1 เมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย จึงนำตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางส่ง ร.ต.อ.ชัชชัย ชัยยะ รองสารวัตรสอบสวน สภ.ไชโย ทำการสอบสวนขยายผล ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th

รวบแก๊งทะเบียนรถปลอม

รวบแก๊งทะเบียนรถปลอม

รวบแก๊งทะเบียนรถปลอม

 

รวบแก๊งทะเบียนรถปลอม

 

รวบแก๊งทะเบียนรถปลอม

ตำรวจ 191 รวบหนุ่มอุดรฯเปิดเฟซบุ๊กรับทำทะเบียนรถปลอม ยึดของกลางหลายรายการ

วันที่ 29 ม.ค. 2562 ที่ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ 191 (บก.สปพ.) พล.ต.ต. สำราญ นวลมา ผู้บังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) ร่วมกับเจ้าหน้าที่ บก.สปพ. แถลงผบจับกุมผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ประกาศรับจัดทำ จำหน่ายแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถ และแผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม โดยคิดค่าบริการในราคาที่แตกต่างกันไป เมื่อตกลงรายละเอียด และจำนวนเงินค่าจ้างในการจัดทำสินค้าแล้ว ลูกค้าต้องโอนเงินค่าสินค้าให้กับบุคคลเจ้าของเฟซบุ๊กผ่านธนาคาร โดยจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ตามที่อยู่ลูกค้าที่ส่งมา

รวบแก๊งรับทำทะเบียนรถปลอม

โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสั่งทำแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถ และแผ่นป้ายทะเบียนรถ เมื่อได้สินค้าแล้วส่งให้กรมการขนส่งทางบก ตรวจสอบแผ่นป้ายดังกล่าว พบว่าป้ายแสดงการเสียภาษีรถ กรอบแผ่นป้ายทะเบียนรถปลอมจึงทำการสืบสวนพบว่าผู้ใช้ เฟซบุ๊กที่ลักลอบรับทำและส่งพัสดุคือ นายพศ โภคินอัคร ชาวจังหวัดอุดรธานี จึงรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับที่ศาลจังหวัดนนทบุรี พร้อมขอหมายค้นที่ศาลจังหวัดอุดรธานี บ้านเกิดของผู้ต้องหาด้วย

จนกระทั่งเมื่อวันที่ 26 มกราคม ชุดสืบสวนนำหมายศาลจังหวัดอุดรฯ เข้าค้นบ้านพบผู้ต้องหาตามหมายจับจึงทำการจับกุมตรวจยึดอุปกรณ์ต้องสงสัยในการปลอมแปลง 9 รายการ อาทิ คอมพิวเตอร์ โน๊ตบุ๊ค ปริ๊นเตอร์ โทรศัพท์มือถือ แผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถ ซึ่งยังไม่ได้ระบุทะเบียนรถ วันหมดอายุ 1 แผ่น สำเนารายการจดทะเบียนรถ 2 แผ่น สมุดบัญชีธนาคาร 2 เล่ม สติ๊กเกอร์ ซองเอกสารซองสีน้ำตาล และกระดาษการ์ดขาว ซึ่งผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นของตนจริง

รวบแก๊งรับทำทะเบียนรถปลอม

จากนั้นทำการสืบสวนขยายผลตรวจยึดรถพร้อมแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีปลอม แผ่นป้ายทะเบียนรถปลอม ที่เครือข่ายซื้อจากผู้ต้องหา และนำไปใช้จริง ซึ่งเป็นรถยนต์ 4 คัน รถจักรยานยนต์ 1 คัน ยึดไว้เป็นของกลางทั้งหมด เพื่อส่งให้พนักงานสอบสวนในพื้นที่ทำการตรวจสอบรถ และแผ่นป้ายแสดงการเสียภาษีรถ อย่างไรก็ตาม หากประชาชนมีเบาะแสหรือพบเห็นการกระทำผิดในลักษณะนี้สามารถแจ้งเบาะแสมาได้ที่กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ หรือโทรศัพท์สายด่วน 191 ได้ทันที

ขอบคุณแหล่งที่มา http://www.komchadluek.net

ช็อกคลั่งบุกแทงเพื่อนซี้เหตุเข้าใจผิด

ช็อกคลั่งบุกแทงเพื่อนซี้เหตุเข้าใจผิด

ช็อกคลั่งบุกแทงเพื่อนซี้เหตุเข้าใจผิด

ช็อกคลั่งบุกแทงเพื่อนซี้เหตุเข้าใจผิด

ช็อกคลั่งบุกแทงเพื่อนซี้เหตุเข้าใจผิด

ช็อก!คลั่งบุกแทงเพื่อนซี้7แผล กราบขอโทษ’เจ้าของบ้าน
เจ้าของบ้านช็อก! โจ๋วัย 22 กราบ “ผมขอโทษที่ทำแบบนี้ลงไป” หลังบุกบ้านกระหน่ำแทงเพื่อนซี้วัย 19 ร่างพรุนอาการสาหัส รับสารภาพวางแผนหวังฆ่าเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเพื่อนพาแฟนหนี
อังคารที่ 29 มกราคม 2562 เวลา 06.40 น

เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก นางวรนาท โพธิ์ทอง อายุ 53 ปี ว่าเมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 26 ม.ค. ระหว่างกำลังพักอาศัยอยู่ภายในบ้านเลขที่ 173/2 หมู่ 3 ต.สุโสะ อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กับแม่สามีอายุกว่า 100 ปีและลูกสะใภ้อายุ 19 ปี จู่ๆ มีชายวิ่งเข้ามาจากทางประตูหลังบ้าน ขอความช่วยเหลือในสภาพเลือดท่วมตัว เนื่องจากถูกมีดแทง จึงตกใจนำแม่สามีเข้าไปแอบในห้องนอน ก่อนที่ตนจะพาลูกสะใภ้วิ่งหนีออกมาเพื่อตามให้คนมาช่วย จากนั้นได้มีชายอีกคนวิ่งถืออาวุธมีดเข้าไปภายในบ้าน พร้อมก้มลงกระหน่ำแทงชายที่นอนได้รับบาดเจ็บไปอีกหลายแผล รวมระยะเวลาแล้วประมาณ 4 นาที ลูกสะใภ้จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายคลิปวิดีโอไว้เป็นหลักฐาน ทางคนร้ายเห็นแทนที่จะหยุดกระทำ กลับลากคนเจ็บไปที่หน้าบ้านแล้วกระหน่ำแทงซ้ำอีกหลายรอบ จากนั้นชายผู้ก่อเหตุได้เข้ามากราบขอโทษและพูดว่า “ผมขอโทษที่ทำแบบนี้ลงไป” ก่อนจะวิ่งหนีหายไปท่ามกลางความตกใจ

ต่อมา นางวรนาท ได้แจ้ง ร.ต.อ.วิทวัส ไพบูรณ์ รอง สว.(สอบสวน) สภ.ปะเหลียน ว่ามีคนถูกแทงด้วยอาวุธมีดได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนทราบชื่อต่อมาคือ นายวิญญู วรรณขาว อายุ 19 ปี ถูกมีดปลายแหลมแทงเข้าที่ลำคอ จนเส้นเลือดใหญ่ขาด มีแผลที่บริเวณหน้าอก ไหปลาร้า และสีข้างด้านขวาทะลุปอดรวม 7 แผล ส่วนตัวผู้ก่อเหตุคือ นายอนิรุต สิงห์อินทร์ อายุ 22 ปี เจ้าหน้าที่ได้นำกำลังบุกเข้าไปจับถึงภายในบ้านขณะนั่งดื่มน้ำกระท่อม โดยพบของกลางเป็นมีดปลายแหลม และเสื้อผ้าที่ใส่ตอนก่อเหตุ

เมื่อนำตัวไปสอบเค้น นายอนิรุต ยอมให้การรับสารภาพว่าตนกับผู้บาดเจ็บเป็นเพื่อนสนิทกัน แต่ภรรยาตนหนีออกจากบ้านไป ทำให้เกิดความเครียด คิดว่าเพื่อนเป็นคนพาแฟนสาวหนีไป จึงวางแผนลวงเพื่อนให้ช่วยมาขับรถอ้างว่าจะไปทำธุระ ก่อนสบโอกาสให้เข้าที่เปลี่ยวแล้วใช้มีดกระหน่ำแทงร่าง จนเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่น และพกพาอาวุธปืนไปในเมืองที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร ซึ่งผู้ก่อเหตุเคยมีประวัติต้องคดีมีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และคดีลักทรัพย์เมื่อปี 61 ที่ผ่านมา พื้นที่ของ สภ.ปะเหลียน.
ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.dailynews.co.th

หนุ่มหื่นบุกข่มขืนแม่ยายเพื่อน

หนุ่มหื่นบุกข่มขืนแม่ยายเพื่อน

หนุ่มหื่นบุกข่มขืนแม่ยายเพื่อน

หนุ่มหื่นบุกข่มขืนแม่ยายเพื่อน

หนุ่มหื่นบุกข่มขืนแม่ยายเพื่อน

สั่งไล่ล่า! หนุ่มใหญ่หื่นเมายา บุกข่มขืนแม่ยายเพื่อนวัย 73 ที่นอนป่วยติดเตียง

เมื่อวานนี้ (24 พ.ย. 61) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.มงคล วรุณโณ ผบก.น.5 ได้รับแจ้งว่ามีเหตุอุกฉกรรจ์จาก พ.ต.อ.สมบัติ แก่นวิจิตร ผกก.สน.ท่าเรือ ว่าเมื่อวันที่ 20 พ.ย.ที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ว่ามีคนร้ายเป็นชายสูงวัยก่อเหตุข่มขืนหญิงชราที่ป่วยนอนติดเตียงแล้วหลบหนีไป

โดยเรื่องราวดังกล่าวได้รับแจ้งจาก น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 37 ปี ซึ่งเดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์กับทาง ร.ต.อ.สิทธิโชค สุคนธ์พันธ์ รองสารวัตร (สอบสวน) สน.ท่าเรือ ว่าเมื่อวันที่ 19 พ.ย. เวลาประมาณ 20.00 น. ที่ผ่านมา ตนได้สังเกตอาการของ นางบี (นามสมมติ) อายุ 73 ปี ผู้เป็นแม่ที่ป่วยต้องนอนรักษาตัวติดเตียงที่บ้านพัก ภายในชุมชนย่านคลองเตย มีอาการเครียด และหวาดกลัวตลอดเวลา ตนจึงสอบถามผู้เป็นแม่ จึงทราบว่าสาเหตุที่มีอาการเครียดเกิดจากเมื่อกลางดึกของวันที่ 17 พ.ย.ที่ผ่านมา “ไอ้บัติ มันใช้กำลังข่มเหงแม่ โดยทำการข่มขืนแม่ และหลบหนีไป” ก่อนมาแจ้งความเพื่อดำเนินคดีกับคนร้ายให้ถึงที่สุด

หลังจากเกิดเหตุทางตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ท่าเรือ ได้ลงพื้นที่สอบปากคำพยานแวดล้อม ตลอดจนตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด พบว่า คนร้ายเป็นชายชราสูงวัย รูปร่างสูงผอม จากนั้นจึงตรวจสอบพบเบาะแสว่าคนร้ายคือ นายสมบัติ อายุ 54 ปี ซึ่งอาศัยภายในชุมชนเดียวกับผู้เสียหาย ตรวจสอบพบมีประวัติเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเป็นคนรู้จักกับลูกเขยนางบี ผู้เสียหาย โดยก่อนเกิดเหตุ ทางลูกเขยได้ชักชวน นายสมบัติ มาร่วมกันเสพยาที่บ้านหลังเกิดเหตุ กระทั่งเมาได้ที่ นายสมบัติ ได้แอบเข้าไปข่มขืนผู้เสียหายและหลบหนีไป

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ประชาชนได้นำพฤติกรรมของคนร้ายไปเผยแพร่ลงในสังคมออนไลน์ เพื่อให้ประชาชนเฝ้าระวังเป็นหูเป็นตา ให้ตำรวจสามารถจับกุมคนร้ายได้โดยเร็ว ทั้งนี้ ชาวบ้านในละแวกดังกล่าวยังตกอยู่ในความหวาดระแวงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องจากยังมีผู้พบเห็นคนร้ายรายนี้ยังลอยนวล และมีผู้พบเห็นว่าไปปรากฏตัวที่ย่านพระประแดง จ.สมุทรปราการ

กระทั่งเมื่อวันที่ 23 พ.ย. 61 ตำรวจได้รวบรวมพยานหลักฐาน ขออนุมัติหมายจับศาลอาญากรุงเทพใต้ เลขที่ จ.727/2561 ลงวันที่ 22 พ.ย. 61 ในข้อหา “ข่มขืนกระทำชำเราผู้อื่นโดยขู่เข็ญด้วยประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษร้าย โดยผู้อื่นนั้นอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ผู้อื่นนั้นเข้าใจผิดว่าตนเป็นบุคคลอื่น, ข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำยอมต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย เสรีภาพ ชื่อเสียงหรือทรัพย์สินของผู้ถูกข่มขืนใจนั้นเองหรือของผู้อื่น หรือโดยใช้กำลังประทุษร้ายจนผู้ถูกข่มขืนใจต้องกระทำการนั้น ไม่กระทำการนั้นหรือจำยอมต่อสิ่งนั้น”

ด้าน พล.ต.ต.มงคล เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นคดีที่สะเทือนขวัญประชาชน ทางตำรวจก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยตนได้สั่งการให้ พ.ต.อ.สมบัติ สร้างความเชื่อมั่น ให้ขวัญกำลังใจชาวบ้าน เพื่อลดความหวาดระแวง พร้อมทั้งเร่งรัดคดี โดยขณะนี้ทราบตัวผู้ก่อเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตามทางตำรวจ ฝ่ายสืบสวน อยู่ระหว่างเร่งกดดัน ขอยืนยันว่าจะต้องติดตามตัวคนร้ายรายนี้มาดำเนินคดีให้ได้ ซึ่งจะต้องขอเวลาให้ทางเจ้าหน้าที่ทำงานก่อน เพื่อนำตัวคนร้ายรายนี้มาลงโทษทางกฎหมายต่อไป

 

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com

 …

ดู บอล สด ผ่าน เน็ต ฟรี pptv

ดู บอล สด ผ่าน เน็ต ฟรี pptv

รวมลิงค์ดูบอลออนไลน์ ดู บอล สด ผ่าน เน็ต ฟรี pptv ดูบอลสด ผ่านเน็ตฟรี

ดู บอล สด ผ่าน เน็ต ฟรี pptv อัพเดททุกวันตลอด 24 ชม. ดูบอลสดฟรี. สะดวกทุกที่ทุกเวลา. ดูบอลออนไลน์ผ่านมือถือ. และกีฬาอื่นๆ ฟุตบอลโลก 2019
ดูบอลผ่านเน็ตฟรีๆ ด้วยขั้นตอนง่ายๆ เพียงแค่คลิ๊ก ดู ผล บอล สด 7m ที่ชื่อทีมที่ท่านต้องการรับชม ลิ้งค์ดูบอลก็จะโชว์ขึ้นมา แล้วให้ท่านเลือกรับชมตามลิ้งค์ต่างๆ ที่แสดง ดู ผล บอล สด วัน นี้ ทุก ลีก  ได้เลย

โดยเราคัดคุณภาพให้แล้ว ดูได้ทั้งคอมและมือถือ รองรับคนดูได้โดยไม่กระตุก มารวมไว้ในที่เดียวและเรายังอัพเดทลิ้งในตารางบอล ตลอด 24 ชม. ทำให้คุณไม่ต้องไปหาหลายที่ให้วุ่นวาย การดูบอลของคุณจะเป็นเรื่องง่ายๆ ดู บอล สด ผ่าน เน็ต ฟรี แมน ยู
และตารางบอลของเราจะแสดงให้ทราบว่าแต่ละคู่จะถ่ายทอดสดช่องไหนบ้างไม่ว่าจะเป็นช่อง PPTV, Bein Sport, TrueVision, True4U, ช่อง 3HD, ช่อง 7HD, ไทยรัฐทีวี, Bugaboo, FoxSport, SkyNet
ถ้าเป็นบอลคู่ใหญ่เราจะมีสัญลักษณ์ เป็นจุดสังเกตุให้คุณไม่พลาดในบอลคู่ที่น่าสนใจ ในลีกต่างๆ ดู ผล บอล ออนไลน์ ฟรี ทั้งไทยและต่างประเทศไม่ว่าเป็น ไทยพรีเมียร์ลีก,ไทย ดิวิชั่น 1, พรีเมียร์ลีก อังกฤษ, ลาลีกา สเปน, บุนเดสลีกา เยอรมัน, กัลโช่ เซเรีย อา อิตาลี, ลีกเอิง ฝรั่งเศส
แต่ยังไม่หมดแค่นี้ ยังรวบรวม ลิ้งดูบาสสด, ดูวอลเลย์บอลสด เราจึงกล้าพูดได้เลยว่าเราเป็นเว็บรวมลิ้งดูบอลที่ดีที่สุดในไทย…

ไม่คิดว่าถึงตาย

ไม่คิดว่าถึงตาย หนุ่มพาเพื่อนรุมยำอดีตครู ดับสยองริมคลอง เหตุฉุนลวนลามแฟนสาว

ไม่คิดว่าถึงตาย  ..

หนุมพาเพื่อนรุมยำอดีตครู ดับสยองริมคลอง เหตุฉุนลวนลามแฟนสาว

ไม่คิดว่าถึงตาย

หนุ่มหัวร้อน พาเพื่อนรุมทำร้ายอดีตครู เสียชีวิตริมคลองในจังหวัดกาญจนบุรี เจ้าตัวรับสารภาพ เหตุไม่พอใจที่มาลวนลามแฟนสาวในงานเลี้ยง แต่ ไม่คิดว่าจะถึงตาย

เมื่อวันที่ 25 มกราคม 2562 เว็บไซต์ ONB news รายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี รับแจ้งจากพลเมืองดีว่า มีกลุ่มวัยรุ่นทะเลาะวิวาทกันที่บริเวณริมคลองชลประทานหวายเหนียว บ้านท่าตะคร้อ ตำบลแสนตอ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี จึงแจ้งให้ ร.ต.อ.จรัญ กระจ่างแจ่ม รองสารวัตร (สอบสวน) ส.ภ.ท่ามะกา พร้อมประสานแพทย์เวรโรงพยาบาลมะการักษ์ พร้อมเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐาน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิมิลาเคิลออฟไลฟ์ ขุนรัตรวุธ เข้าทำการตรวจสอบในที่เกิดเหตุ

ไม่คิดว่าถึงตาย

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุ พบรถจักยานยนต์ 1 คัน ห่างไปไม่ไกล พบผู้เสียชีวิตเป็นชาย นอนหงายอยู่ในพงหญ้า สวมเสื้อยืดแขนยาวสีแดง กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงิน โดยทั้งเสื้อและกางเกงยังคงเปียกน้ำอยู่ สภาพศพผู้เสียชีวิต มีร่องรอยคล้ายถูกทำร้ายที่บริเวณปากจนแตก ที่ท้ายทอยด้านหลัง มีบาดแผลถูกทำร้ายเป็นบาดแผลแตก แพทย์จาก รพ.มะการักษ์ ยังไม่สามารถลงความเห็นได้ว่า เป็นบาดแผลที่ทำให้ผู้ตายเสียชีวิตหรือไม่ จึงต้องส่งศพไปชันสูตรอย่างละเอียดอีกครั้ง

 

จากการตรวจสอบพบว่าผู้เสียชีวิตคือ นายเพชรทพงษ์ ลมพัด อายุ 37 ปี อดีตเคยรับราชการเป็นครู แต่ปัจจุบันได้ลาออกแล้ว และจากการสอบถามญาติของผู้เสียชีวิตทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายเพชรทพงษ์ ได้ขี่รถจักรยานยนต์ออกจากบ้านเพื่อจะไปนอนบ้านญาติ ซึ่งอยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กิโลเมตร กระทั่งมาพบเป็นศพอยู่ที่บริเวณดังกล่าว

 

ด้านพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ระบุว่า ขณะกำลังขับรถผ่านไปตามเส้นทางจุดเกิดเหตุ เห็นนายเพชรทพงษ์ กำลังยืนทะเลาะมีปากเสียงกับกลุ่มชายฉกรรจ์ประมาณ 2 คน ก่อนที่ทั้งสองจะรุมทำร้ายชกต่อยนายเพชรทพงษ์ ทางพลเมืองดี จึงได้โทรศัพท์แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ

 

พล.ต.ต. สุวิทย์ ชาวสีทอง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกาญจนบุรีพร้อมชุดสืบสวนภ.จว.และ พ.ต.อ. ณัฐวุติ กันตะยศ ผู้กำกับ ส.ภ.ท่ามะกา พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ส.ภ.ท่ามะกา เจ้าหน้าที่ ทหาร กกล.รส.มทบ.17 จ.ส.อ.สำราญ เสื้อผู้ หัวหน้าชุดพร้อมเจ้าหน้าที่ ชป.ลงตรวจสอบ สถานที่ที่เกิดเหตุและหาหลักฐานของคนร้ายเพิ่มเติม ก่อนจะเดินทางไปขอหมายจับผู้ก่อเหตุจากศาลจังหวัดกาญจนบุรี

 

โดยทราบตัวผู้ก่อเหตุคือ นาย สายชล โกสุม อายุ 27 ปี และนายบี (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี บ้านอยู่ในพื้นที่ตำบลแสนตอทั้ง 2 ราย เบื้องต้นทั้ง 2 รายได้รับสารภาพ โดยนายสายชล เป็นคนลงมือก่อเหตุ เนื่องจากโมโหที่ผู้เสียชีวิต พยายามเข้ามาลวนลามแฟนสาวของตน ขณะกลับออกจากงานเลี้ยง จึงได้ร่วมกับ นายบี ซึ่งมาด้วยกัน ชกต่อย และทำร้ายร่างกาย แต่ไม่คาดคิดว่าจะถึงขั้นทำให้เสียชีวิตดังกล่าว

ขอบคุณแหล่งที่มา https://hilight.kapook.com

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ใส่กำไลข้อเท้าEM ยังฉกนาฬิกาโรเล็กซ์

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ตำรวจ สน.ทองหล่อ จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร ซึ่งอยู่ระหว่างได้รับการประกันตัว ยังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วย ก่อเหตุซ้ำปลดทรัพย์ผู้โดยสารตอนเมาและหลับ

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร เช้าวันนี้ (26ม.ค.62) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.ขจรพงศ์ จิตต์ภาคภูมิ ผกก.สน.ทองหล่อ นำกำลังตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ จับกุมตัว นายอานนท์ อายุ 34 ปี โชว์เฟอร์แท็กซี่ฉกทรัพย์ผู้โดยสาร พร้อมของกลาง นาฬิกาโรเล็กซ์ จำนวน 1 เรือน มูลค่า 250,000 บาท รถแท็กซี่ โตโยต้า อัลติส สีขาว-ชมพู หมายเลขทะเบียน ทษ 9029 กรุงเทพมหานคร โดยสามารถจับกุมได้ที่บริเวณปากซอยเอกมัย 7 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กทม.

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ม.ค.62 เวลาประมาณ 15.25 น. ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้รับแจ้งจากผู้เสียหายว่า ตนได้ไปสังสรรค์กับเพื่อน ที่สถานบริการแห่งหนึ่ง ย่านถนนเอกมัย จนกระทั่งเวลาประมาณ 02.00 น. จึงเดินทางกลับที่พัก ย่านนนทบุรี โดยเรียกใช้บริการรถแท็กซี่ซึ่งจอดอยู่ริมถนนปากซอยเอกมัย 7 เมื่อขึ้นรถแล้ว

จับโชเฟอร์แท็กซี่สายโจร

ผู้เสียหายรู้สึกผิดสังเกต พบว่ารถคันนี้ไม่มีมิเตอร์ คนขับบอกเพียงมิเตอร์เสีย จึงเหมาจ่ายในราคาเพียง 120 บาท ทำให้ตนรู้สึกว่าราคาถูกผิดปกติ แต่ก็ไม่คิดอะไร หนำซ้ำไม่มีการติดป้ายหมายเลขทะเบียนรถติดอยู่ที่ขอบประตูเหมือนเช่นรถแท็กซี่คันอื่นๆ จึงถ่ายภาพภายในห้องโดยสารไว้ จากนั้นได้เผลอหลับไป

จนกระทั่งต่อมารู้สึกตัวพบว่าตนเองกำลังเดินอยู่บริเวณหน้าห้างแห่งหนึ่ง ย่านถนนติวานนท์ และเมื่อสำรวจทรัพย์สินพบว่านาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ราคาประมาณ 250,000 บาท ได้หายไป จึงเดินทางมาแจ้งความกับทางตำรวจไว้

จากนั้นทาง พล.ต.ท.สุทธิพงษ์ และ พล.ต.ต.มงคล ได้สั่งการเน้นย้ำ ให้ตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อ ได้ทำการสืบสวนคดีนี้เพื่อเร่งติดตามตัวคนร้ายมาให้ได้ กระทั่งสามารถแกะรอยเบาะแสที่ได้โดยตรวจสอบภาพถ่ายที่ผู้เสียหายถ่ายไว้ด้วยพบตำหนิพิเศษ

โดยปรากฏภาพสติ๊กเกอร์ สันนิษฐานว่าเป็นรูปพระ ติดอยู่ที่บริเวณเสาโครงรถ ซึ่งจากเบาะแสดังกล่าว ทางผู้บังคับบัญชาได้สั่งการ และจัดกำลังออกเฝ้าจุดตรวจสอบรถแท็กซี่ที่จอดรับผู้โดยสารบริเวณหน้าสถานบริการในเขตรับผิดขอบโดยเฉพาะละแวกที่เกิดเหตุ

จนกระทั่งเมื่อกลางดึกของวันที่ 24 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้ตรวจสอบพบรถยนต์แท็กซี่สีชมพู-ขาว หมายเลขทะเบียน ทษ-9029 กรุงเทพมหานคร ต้องสงสัยจอดอยู่ภายในซอยเอกมัย 7 ซึ่งไม่พบผู้ขับขี่ เมื่อทางตำรวจสังเกตการณ์จากภายนอกรถพบตำหนิพิเศษถูกต้องตรงกันกับรถที่คนร้ายใช้ก่อเหตุ จึงทำการเฝ้าอยู่ละแวกนี้ จนพบ นายอานนท์ เดินตรงเข้ามาที่รถ ทางตำรวจจึงได้แสดงตัวและขอทำการตรวจสอบ ซึ่งนายอานนท์ แสดงตนว่าตนเป็นเจ้าของรถคันดังกล่าวจริง จึงได้เชิญตัวมาสอบสวนที่ สน.ทองหล่อ

จากการสอบสวน นายอานนท์ ให้การยอมรับสารภาพว่าตนเป็นผู้ลงมือก่อเหตุลักทรัพย์นาฬิกาโรเล็กซ์ ของผู้เสียหายไปจริง โดยเมื่อวันที่ 12 ม.ค. เวลาประมาณ 02.00 น. ได้มีผู้เสียหายว่าจ้างให้ตนไปส่งที่ย่านนนทบุรี เมื่อผู้เสียหายขึ้นมาบนรถแล้วได้หลับไปอันเนื่องมาจากเมาสุรา และตนได้ทดลองเรียกหลายครั้งผู้เสียหายไม่ยอมตื่นขึ้นมา

ตนจึงจอดรถ และเอื้อมไปปลดนาฬิกาข้อมือมาเก็บไว้ จากนั้นเมื่อขับรถผ่านไปยังบริเวณหน้าห้างแห่งหนึ่ง ย่านถนนติวานนท์ จึงได้เรียกให้ผู้เสียหายตื่นขึ้น และได้ให้ลงจากรถไป จากนั้นตนจึงได้นำเอานาฬิกาข้อมือที่ได้ไปฝากไว้กับคนรู้จัก ชื่อนายสุพรรณ แสงระ เก็บไว้เพื่อที่จะได้นำออกจำหน่ายในภายหลัง

ต่อมานายอานนท์ ได้พาตำรวจ ไปยังบ้านพักของนายสุพรรณ ที่บ้านเลขที่ 29/31 ชั้น 4 แฟลตห้วยขวาง แขวงและเขตห้วยขวาง กทม. โดยเมื่อพบนายสุพรรณ ได้พาไปตรวจค้นยังตู้โชว์ภายในห้องนอน พบนาฬิกาข้อมือ ยี่ห้อโรเล็กซ์ ซึ่งนายอานนท์ ยืนยันว่าเป็นนาฬิกาข้อมือที่ตนลักเอามาจากผู้เสียหายจริง

จึงมีหลักฐานเชื่อได้ว่า นายสุพรรณมีพฤติการณ์ ช่วยซ่อนเร้น หรือช่วยพาเอาไปเสีย หรือรับไว้ด้วยประการใด ซึ่งอันทรัพย์ที่ได้มาโดยการกระทำความผิดฯ จึงได้ทำการจับกุมนายสุพรรณ พร้อมด้วยของกลางนาฬิกาโรเล็กซ์ ดำเนินคดีโดยกล่าวหาว่า “รับของโจร” ดำเนินคดีตามกฎหมายอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อต่อคำให้การ เนื่องจากเมื่อตรวจสอบประวัติของนายอานนท์ พบว่า เคยถูกจับกุมดำเนินคดีในความผิดฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยพฤติการณ์คือ นายอานนท์ ซึ่งเป็นผู้ขับรถแท็กซี่ จะฉวยโอกาสปลดทรัพย์ผู้โดยสารซึ่งเมาสุราหรือหลับบนรถ โดยถูกจับกุมตัวได้เมื่อวันที่ 16 ส.ค.61 สน.ทองหล่อ และมีการนำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ซึ่งปัจจุบัน นายอานนท์ อยู่ระหว่างได้รับการประกันตัว และพบว่าที่ข้อเท้าของนายอานนท์ ยังติดตั้งกำไลข้อเท้าอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ไว้ด้วย

นอกจากนี้เจ้าตัวยังมีประวัติ เมื่อปี 2558 ลักทรัพย์ ในพื้นที่ สน.ลาดพร้าว และเมื่อปี 2561 ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ในพื้นที่ สน.วังทองหลาง ตลอดจนเมื่อตรวจสอบใบขับขี่ ผู้ต้องหาไม่มีใบขับขี่รถสาธารณะแต่อย่างใด จึงทำให้เชื่อว่าคนร้ายรายนี้ก่อเหตุลักษณะนี้อีกหลายครั้ง

หากมีผู้เสียหายรายใดถูกคนร้ายก่อเหตุลักษณะดังกล่าว สามารถติดต่อตำรวจ ฝ่ายสืบสวน สน.ทองหล่อได้ทันที

ทั้งนี้ อยากจะฝากเตือนภัยแก่ประชาชน โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวยามราตรี หากต้องใช้บริการรถแท็กซี่ ควรสังเกตว่า มีการติดป้ายประจำตัวผู้ขับไว้ที่หน้ารถหรือไม่ รวมทั้งมีการติดป้ายหมายเลขทะเบียนรถไว้บริเวณขอบประตูทุกบานหรือไม่ หากพบว่าไม่มีควรหลีกเลี่ยง ให้เชื่อว่าเป็นมิจฉาชีพ รวมทั้งหากจำเป็นต้องใช้บริการรถแท็กซี่ทุกครั้ง ควรถ่ายภาพภายในรถไว้

จากนั้นส่งให้คนในครอบครัวหรือคนที่รู้จัก ไว้ใจได้ พร้อมทั้งแจ้งจุดหมายปลายทาง เพื่อสะดวกแก่การติดตาม ที่สำคัญไม่ควรหลับบนรถ อีกทั้งขอแนะนำไม่ควรใส่ของมีค่า หากมีต้องเก็บให้มิดชิด เพื่อไม่ให้ล่อตาล่อใจเหล่ามิจฉาชีพที่แฝงมาในคราบโชเฟอร์แท็กซี่ ซึ่งเชื่ออีกว่าน่าจะมีกลุ่มมิจฉาชีพทำลักษณะนี้อีก ทางตำรวจต้องทำการสืบสวนขยายผลอีกครั้ง

เบื้องต้นแจ้งข้อหา “ลักทรัพย์ในเวลากลางคืน” ก่อนนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ทองหล่อ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com…

ลวงรักหลอกโอน

ลวงรักหลอกโอน ! จับ “แก๊งโรแมนซ์สแกม” ไนจีเรียพร้อมแฟนสาวไทย

ลวงรักหลอกโอน สืบภาค 5 จับแก๊งโรแมนซ์สแกมชาวไนจีเรียร่วมแฟนสาวคนไทย หลอกโอนเงิน เหยื่อสูญเงินกว่า 1 ล้านบาท ตำรวจเชื่อยังมีเหยื่ออีกเพียบที่ไม่กล้าแจ้งความ

ลวงรักหลอกโอน ตำรวจสืบสวนภาค 5 จับกุมนายเค ซี ชาวไนจีเรีย วัย 40 ปี พร้อมนางสาวกศิณ์นันท์ อายุ 28 ปี แฟนสาวชาวไทยกับพวกรวมทั้งหมด 4 คน พร้อมของกลางคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กที่มีบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กในการกระทำความผิดหลอกลวงเหยื่อ คุมตัวไปสอบสวนดำเนินคดีในข้อหา

ลวงรักหลอกโอน

“ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตัวเป็นบุคคลอื่น” และ “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ พ.ศ.2556 และ ความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์

พ.ต.อ.ธวัชชัย พงษ์วิวัฒน์ชัย รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 5 เผยว่า ผู้ต้องหาจะนำภาพที่ไม่ใช่ตนเอง เป็นหนุ่มหน้าตาดีชาวต่างชาติ ติดต่อกับหญิงไทยที่มีอยากมีแฟนเป็นชาวต่างชาติผ่านทางเฟซบุ๊ก อ้างว่าเป็นคนมีฐานะชักชวนพูดคุยจนสนิทสนม ก่อนจะขอแต่งงาน เหยื่อรายล่าสุดเป็นหญิงชาวเชียงใหม่ถูกหลอกว่าจะส่งเงินมาให้ซื้อบ้านและทรัพย์สินในประเทศไทย 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

จากนั้นจะให้แฟนสาวชาวไทย โทรศัพท์ไปอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ศุลกากร หลอกเหยื่อว่าจะต้องเสียภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนเงินข้ามประเทศ พูดจาหว่านล้อมจนเหยื่อหลงเชื่อ โอนเงินเข้าบัญชีที่เปิดไว้ให้หลายครั้ง เป็นเงินกว่า 1 ล้านบาท สุดท้ายรู้ว่าถูกหลอกจึงเข้าแจ้งตำรวจ

ตำรวจบอกว่าเหยื่อส่วนใหญ่เป็นหญิงอายุ 40 ปี ขึ้นไปจนถึงวัยเกษียณ จากการตรวจสอบในเฟซบุ๊กมีรายชื่อหญิงไทยเป็นเพื่อนจำนวนมาก เชื่อว่าน่าจะถูกหลอกหลายรายแต่ไม่กล้าแจ้งความ ขณะที่แก๊งโรแมนซ์สแกมแก๊งนี้มีทั้งหมด 18 คน จับกุมมาได้เกือบทั้งหมดแล้ว พร้อมฝากเตือนอย่าหลงเชื่อใครง่ายๆ ในโลกออนไลน์ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีพฤติกรรมหว่านล้อมให้มีการโอนเงินหรือทรัพย์สินอื่นๆ เพราะเกือบทั้งหมดเป็นแก๊งต้มตุ๋น

ขอบคุณแหล่งที่มา  https://www.sanook.com…