ดีอาร์คองโก

ดีอาร์คองโก เครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก ตกใส่บ้านเรือน ปชช. ตายยกลำ

ดีอาร์คองโก ตกตายยกลำ

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กตกใส่บ้านเรือนของประชาชนในคองโก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งหมดเสียชีวิต รวม 27 ราย

ดีอาร์คองโกตกใส่บ้านเรือน ปชช. ตายยกลำ ในคองโก

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของสายการบิน บิสซี บี (Busy Bee) ประสบเหตุตกลงไปในเขตชุมชนในเมือง โกม่า ทางภาคตะวันออกของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมาทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด รวมทั้งประชาชนที่อยู่บนพื้น รวม 27 ราย

ดีอาร์คองโก

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กรุ่น ดอร์เนียร์ 228-200 สายการบินบิสซี บี ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ที่บรรทุกผู้โดยสาร 17 คน และ ลูกเรือ 2 คน ตกลงในย่านชุมชน หลังบินขึ้นจากสนามบินเมืองโกม่า จังหวัดคิวูเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันอาทิตย์ โดยเกิดเหตุหลังบินขึ้นจากสนามบินได้เพียงไม่กี่นาที

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของการตกครั้งนี้ ส่วนทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย พบร่างผู้เสียชีวิตบริเวณเครื่องบินตกแล้วทั้งหมด 27 ราย

ทั้งนี้ มีรายงานว่า อุบัติเหตุทางอากาศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในดีอาร์คองโก ส่วนใหญ่เกิดจากมาตรฐานความปลอดภัยต่ำ และ เครื่องบินขาดการซ่อมบำรุงที่ดีพอ มีข้อมูลว่าสายการบินพาณิชย์ทุกสายในดีอาร์คองโก ไม่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าในเขต 28 ประเทศสหภาพยุโรป (อียู)

กินหมูสะเต๊ะ ได้เพียงแค่ครึ่งไม้ ดับคาโต๊ะ ยังไม่ว่าชัด ติดคอหรือหัวใจวาย

ดับคาโต๊ะ

พนักงานขับรถโรงแรม กินหมูสะเต๊ะหมดสติสิ้นใจปริศนาคาโต๊ะ ภายในร้านก๋วยเตี๋ยวปลาแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ของแพทย์ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า อาหารติดหลอดลม หรือหัวใจวาย

กินหมูสะเต๊ะ ดับคาโต๊ะ ไม่ชัดว่า ติดคอหรือหัวใจวาย

ดับคาโต๊ะ

วันที่ 23 พ.ย.62 ร.ต.อ.ภัคภณ ธนินญานธร รองสว.(สอบสวน) สภ.นาจอมเทียน รับแจ้งเหตุมีผู้หมดสติภายในร้านก๋วยเตี๋ยวปลาแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิท ม.4 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงพร้อมด้วย หน่วยกู้ชีพ โรงพยาบาลวัดญาณสังวรารามวรวิหารฯ รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบลูกค้ากำลังแตกตื่นมุงดูร่าง นายประเสริฐ แจ่มมณี อายุ 56 ปี พนักงานขับรถโรงแรมแห่งหนึ่ง สภาพหมดสติไม่มีการตอบสนอง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปั้มหัวใจยื้อชีวิต ก่อนเร่งนำตัวส่งรักษายังห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลฯ แต่แพทย์สุดยื้อเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ร.ต.อ.ภัคภณ เปิดเผยว่า จากการสอบถาม ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้เข้ามานั่งสั่งอาหารกินภายในร้าน พร้อมกับเพื่อนรวม 4 คน ซึ่งผู้ตายได้กินหมูสะเต๊ะเข้าไปเพียงครึ่งไม้ ก็มีอาการหมดสติ หน้าฟุบแน่นิ่งไปกับโต๊ะ เพื่อนที่นั่งด้วยกันจึงเข้ามาช่วยเหลือปฐมพยาบาล ก่อนโทรแจ้งแพทย์มาทำการช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุยังไม่ชี้ชัดว่า เกิดจากอาหารติดหลอดลม หรือหัวใจวายเฉียบพลัน ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ของแพทย์ จึงจะสามารถทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

คุมตัวพ่อตา-ลูกเขย ฝากขัง คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย ตร.ค้านประกัน เชียงใหม่

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ตร.เชียงใหม่ คุมตัวฝากขัง พ่อตาลูกเขย 2 ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าอดีตภรรยาตนเอง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ด้านพ่อตาหอบสังขารขึ้นโรงพักเยี่ยมลูกเขย หลานเขย ไม่เชื่อจะลงมือฆ่าลูกสาวตัวเองได้

คุมตัวพ่อตา-ลูกเขย ฝากขัง คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าจับกุมตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี ขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์ต้มไก่จะไปชนที่บ่อนไก่ และจับนางสาวพัชรินทร์ อินต้อ อายุ 39 ปี (บุตรสาว) และนายทศพร แก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) โดยจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายอุดมโดนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนบุตรสาวและบุตรเขย ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและแจ้งให้เจ้าพนักงานกระทำการตามที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสาร ส่วนนายทศพร โดนข้อหา ช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำความผิดเพื่อให้พ้นการจับกุมของเจ้าหน้าที่

ทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองตองเชียงใหม่ ได้คุมตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี (พ่อตา) และนายทศพรแก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) ออกจากห้องควบคุม เพื่อนำตัวไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ในระหว่างที่ตำรวจกำลังจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้มี นายคำ อินสรรค์ อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นพ่อตาของนายอุดม ผู้ต้องหา และเป็นพ่อของ นางสมบุญ อินสรรค์ อายุ 62 ปี ผู้ตาย เดินทางมาเยี่ยมลูกเขยและหลานเขยที่สถานีตำรวจภูธรหนองตอง ซึ่งเป็นช่วงที่ทางตำรวจกำลังจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยทางนายอุดมและนายทศพร ซึ่งเป็นลูกเขยและหลานเขยต่างเข้ามาจับมือพ่อตาและยืนยันในความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้เป็นคนก่อเหตุลงมือฆ่าอดีตภรรยาตัวเองในครั้งนี้

นายทศพร ลูกเขย กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ในระหว่างคุมตัวขึ้นรถว่าตนมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่ได้มีส่วน
รู้เห็นในคดีนี้และคำให้การในสำนวนที่เคยให้การไปนั้นผิดเพี้ยนไปหมด

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ขณะที่ นายอุดม ผู้ต้องหาอีกคน ก็กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตนบริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าอดีตภรรยาอย่างแน่นอน ใครทำกรรมอะไรไว้คนนั้นก็ต้องรับกรรมนั้นไป ตนเชื่อว่าบาปกรรมมีจริง สำหรับคนที่กระทำกับตนเอง

หลังจากนั้นทางพนักงานสอบสวนได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนขึ้นรถ เพื่อนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยคัดค้านการยื่นประกันตัว โดยมีคำร้องแนบท้าย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะเข้ามายุ่งเหยิง หรือข่มขู่พยานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ส่วน นายคำ อินสสรค์ พ่อตาของนายอุดม กล่าวว่า มาจนถึงขณะนี้ตนยังเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจว่าลูกเขยและหลานเขยไม่ใช่เป็นคนร้ายที่ลงมือฆ่า ลูกสาวของตัวเอง เนื่องจากตนกับลูกเขย ได้อยู่ด้วยกันมานานจนรู้นิสัยใจคอว่าลูกเขยไม่น่าจะร้ายที่มาฆ่าอดีตภรรยาของตนเอง ซึ่งนางสาวพัชรินทร์ ซึ่งเป็นลูกสาวของนายอุดม 1 ใน 3 ที่ถูกจับก็มายืนยันกับตนตลอดว่าพ่อของตนนั้นบริสุทธิ์ 100% ไม่ใช่คนร้ายในคดีนี้ ตนจึงเชื่อว่า บุคคลทั้ง 3 ที่ถูก ตำรวจจับกุมมาดำเนินคดีนั้นไม่น่าจะเป็นผู้ที่ก่อเหตุฆ่าลูกสาวตน

ไอ้เอ็ม

ไอ้เอ็ม ยิงแม่ยายดับ ชาวบ้านวิจารณ์ โหดแบบนี้ต้องประหาร

ชาวบ้านรุมวิจารณ์ ไอ้เอ็ม ยิงแม่ยายตาย และน้องแม่ยายอาการสาหัส บอกโหดแบบนี้ต้องประหาร

ไอ้เอ็ม

จากกรณีที่ “นายเอ็ม” นายสมรักษ์ มั่นทับ อายุ 30 ปี อดีตลูกเขย ก่อเหตุยิงอดีตแม่ยาย คือ นางบังเอิญ ทองมี อายุ 52 ปี อาการสาหัส และยิงนางนาฏญา ทัตทอง อายุ 48 ปี น้องของนางบังเอิญ ตามที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ยิงแม่ยายดับ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 62 พ.ต.ท.วัฒนา เกิดศิริ รองผู้กำกับการ ฝ่ายสอบสวน สภ.หันคา เปิดเผยว่า เบื้องต้นเอ็ม ให้การยอมรับว่าลงมือยิงแม่ยาย และน้องเมียจริง โดยยืนยันว่าลงมือคนเดียว ไม่มีใครขับรถจักรยานยนต์พาหลบหนีตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม นายเอ็มก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดในเหตุจูงใจต่างๆ ซึ่งในวันนี้จะทำการสอบสวน เพื่อเร่งทำหนังสือคำร้องฝากขังต่อศาลจังหวัดชัยนาท ซึ่งคาดว่าหากวันนี้คำร้องไม่เสร็จสมบูรณ์ก็อาจจะต้องส่งฝากขังวันนี้

ขณะเดียวกัน เมื่อชาวบ้านทราบว่า นายเอ็ม คนร้ายเข้ามอบตัวแล้ว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ โดยแตกออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายหนึ่งก็อยากให้รับโทษประหารชีวิตไปเลย เพราะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ส่วนอีกกลุ่มก็อยากให้ดูที่สาเหตุว่าอะไรที่ไปทำให้คนร้ายตัดสินใจก่อเหตุ อาจจะมีอะไรลึกๆ หนักๆ ที่สังคมยังไม่รู้ก็ได้

คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ อีกจำคุกจริง 50 ปี ป๋านัส-ป๋าต้น คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษ ป๋านัส-ป๋าต้นเชียร์แขก แต่จำคุกจริง 50 ปี ใน คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย ซีเครท ชี้ เป็นการกระทำอุกอาจขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมชดใช้สินไหมสาวเมียนมา 2 ราย 1.6 แสนบาท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ห้องพิจารณา 716 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์สถานบริการอาบอบนวด “วิคตอเรีย ซีเครท” คดีหมายเลขดำ คม.24/2561 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมนัส หรือป๋านัส อ่วมทับ อายุ 49 ปี และนายสมชาย หรือป๋าต้น แสงอุดม อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีโดยบังคับขู่เข็ญ, เป็นธุระจัดหา ชักพาไปหญิงสาวอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

เพิ่มโทษ อีกจำคุกจริง 50 ปี ป๋านัส-ป๋าต้น

คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

คำฟ้องระบุว่า เมื่อเดือน ธ.ค. 60 จนถึง 12 ม.ค.61 จำเลยทั้ง 9 กับพวกสมคบกัน โดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยตกลงวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ผู้เสียหายเป็นหญิงสาวรวม 9 ราย ทั้งคนไทยและคนเมียนมา ที่อายุ 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยร่วมกันให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ถนนพระรามเก้า แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง เพื่อให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี ยอมรับการกระทำชำเรา หรือยอมรับการกระทำอื่นใดเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนประพฤติตนไม่สมควรเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อที่จำเลยกับพวกจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหายที่เป็นเด็ก แม้ผู้เสียหายยินยอมก็ตาม

เดิมทั้งสองถูกฟ้องร่วมกับ “นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก แจ้งฉาย” อายุ 67 ปี ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวด กับพวกรวม 9 คน เมื่อเดือน เม.ย.61 แต่ชั้นพิจารณามีเฉพาะ นายมนัส หรือป๋านัส และนายสมชาย หรือป๋าต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วน “นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก” ผู้จัดการสถานบริการ กับพวกจำเลยที่เหลืออีก 7 ราย ให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีจึงแยกสำนวนฟ้อง

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.ย.61 เห็นว่า นายมนัส หรือป๋านัส และ นายสมชาย หรือป๋าต้น มีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 282 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 11 วรรคสอง และฐานสมคบทำผิดค้ามนุษย์แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง วรรคสอง จำคุกคนละ 46 ปี โดยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้ 22 ปี 12 เดือน โดยคดีนี้ทั้งอัยการ โจทก์ และจำเลย ได้ยื่นอุทธรณ์

วันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้ง 2 มาจากเรือนจำพิเศษกุรงเทพฯ โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ในข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยทั้ง 2 ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการ สถานค้าบริการประเวณีฯ ซึ่งมีบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จำคุก 2 ปี 6 เดือน นั้นความผิดในส่วนนี้คู่ความไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีส่วนนี้จึงถึงที่สุดแล้ว

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันคดีของนายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก ซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท กับพวกรวม 7 คน ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ได้ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเป็น คดีหมายเลขแดง คม. 53/2561 (คดีหมายเลขดำ คม. 26/2561) ที่เรียกว่าเหตุลักษณะคดี (เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วมีผลถึงจำเลยคนอื่นด้วย) โดยเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กระทำความผิดค้ามนุษย์ด้วยการค้าประเวณี โดยลงโทษเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ เพื่อสนองความใคร่และค้าประเวณี คดีของจำเลยทั้ง 2 จึงต้องยกฟ้องในข้อหาดังกล่าวด้วย

ศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่าการจะพิจารณาแล้วเห็นการจะพิจารณานั้นก็ต้องดูรูปเรื่องทั้งหมดซึ่ง คดีของจำเลยทั้ง 2 อัยการโจทก์ก็
ได้บรรยายพฤติการณ์ฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานจนฟังได้ว่า ร่วมกันกระทำผิดฐานโดยสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ค้ามนุษย์
โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ สนองความใคร่ผู้อื่น และที่จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงโทษนั้นศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 2 ที่โจทก์ฟ้องนั้นได้กระทำผิด
ต่อบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จากการค้าประเวณีอีกทั้งยังเป็นการกระ
ทำที่อุกอาจ ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 จึงฟังไม่ขึ้น โดยอุทธรณ์ของอัยการโจทก์ฟังขึ้นบาง
ส่วน

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษรายกระทงเป็น 2-10 ปี (จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กระ
ทงละ 2-5 ปี) โดยข้อหาที่โทษหนักที่สุด คือ สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี
และเป็นธุระจัดหา บุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปีฯ จำคุก 7 กระทง กระทงละ 10 ปี เป็นจำคุก 70 ปี โดยรวมกับโทษ ฐานเป็น
ธุระจัดหาบุคคลให้ค้าประเวณีโดยขู่เข็ญฯ และข้อหาอื่นอีกหลายกระทง รวมจำคุก นายมนัส หรือป๋านัส และนายสมชาย หรือ
ป๋าต้น ทั้งสิ้น 120 ปี จำเลยรับสารภาพเหลือโทษจำคุก 60 ปี โดยรวมกับที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ดูแลสถานค้าประเวณีฯ
2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 62 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วให้จำคุกสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และพิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายสองรายสัญชาติเมียนมาคนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง 21 เม.ย. 61 (เดินศาลชั้นต้นยกคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน) นอกจากที่ แก้ให้เป็นตามศาลชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายหลังศาลอ่านคิดพิพากษาที่โทษสูงขึ้น นายมนัสถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ หน้าตาเคร่งเครียด ญาติๆ ต่างแสดงความเสียใจ หมดเรี่ยวแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการนั้นได้ถูกยื่นฟ้อง 2 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษาไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 จำคุก
2 สำนวน เป็นเวลาทั้งสิ้น 18 ปี 16 เดือน โดยยกฟ้องในข้อหาสมคบค้ามนุษย์ฯ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับจำเลยร่วมคนอื่นๆ

ส่วน นายกําพล วิระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยกำพล เจ้าของสถานบริการวิคตอเรียฯ ที่อัยการมีคำสั่งฟ้องว่าร่วมกระทำผิดด้วยนั้นปัจจุบันยังติดตามตัวมายื่นฟ้องไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะหลบหนีคดีโดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอศาลออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งมีอายุความติดตามตัวมาฟ้องคดีภายใน 20 ปี.…

นางฟ้าบิ๊กไบก์

นางฟ้าบิ๊กไบก์ หรือ ครูวา สาวสองไบเกอร์ หลอกชายหนุ่ม สูญเงินไปกว่าแสนบาท

นางฟ้าบิ๊กไบก์

จากกรณี มีผู้เสียหายรายหนึ่งเป็นหนุ่มบิ๊กไบค์ วัย 27 ปี ชื่อ กริช ชาวจังหวัดสมุทรปราการ ระบุว่าถูก “ครูวา” สาวประเภทสองเจ้าของฉายา นางฟ้าบิ๊กไบก์ หรือ นายภานุพงศ์หรือ ปพิชญา หรือ ธัญญ์ฐิชา หลอกสูญเงินไปกว่าแสนบาท และถูกขโมยพระเครื่องเก่าที่ประเมินค่าไม่ได้ไปอีก 3 องค์ โดย กริช เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนคุยกับครูวามาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ หลังรู้จักกันทางเฟสบุ๊กกลุ่ม จากนั้นเริ่มคุยและคบหากันดูใจกัน

นางฟ้าบิ๊กไบก์

โดย “ครูวา” บอกว่าเป็นครูโรงเรียนดังแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ช่วงที่คบกันตนเห็นเขาใส่ชุดข้าราชการ ทุกวันจันทร์ เหมือนเขาเป็นครูจริงๆ มาผิดสังเกตคือช่วงหลังตั้งแต่เข้ามาอยู่ด้วยกันที่บ้านตน เขาเสนอตัวที่จะไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่างวดรถบิ๊กไบค์ ให้ แต่เอาใบเสร็จไปแล้ว เขาไม่จ่ายให้ เงินเดือนทุกๆ เดือนที่ตนมี เขาเอาไปหมด ประมาณหนึ่งแสนบาท และขโมยของออกไปด้วย คือ สร้อยทองหนัก 5 บาท พระอีก 3 องค์ เป็นพระที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ เพราะเป็นพระเก่า

นางฟ้าบิ๊กไบก์ หรือ ครูวา สาวสองไบเกอร์ หลอกชายหนุ่ม

ภายหลังมีปัญหา ตนจึงสืบค้นข้อมูลสืบหาประวัติของเขา จนมารู้ว่าเขาเป็นผู้ชาย ตอนคบกันตนไม่รู้เลยเพราะทุกอย่างเหมือนผู้หญิงหมดเลยจนแยกไม่ออก การที่ตนออกมาพูดเพราะไม่อยากให้คนอื่นโดนกระทำเหมือนตน รู้มาว่าเขาทำแบบนี้มาแล้วหลายคน ในกลุ่มของตนโดนหลอกมาประมาณ 10 กว่าคนแล้ว ตอนนี้ตนรู้สึกแค้นมาก อยากที่จะถามว่าทำไมต้องทำแบบนี้ ทำกับตนได้ถึงขนาดนี้ หลอกทางกายไม่ว่า แต่มาหลอกทางทรัพย์สิน เพื่ออยากจะได้แค่ของของเราหรือเปล่า ถ้าเขาฟังอยู่อยากบอกว่าอยากได้อะไรทำไมไม่พูดกัน ทำไมต้องหลอกกันแบบนี้

โดยนอกจากรายนี้แล้วยังมีเหยื่อรายอื่น ชื่อ เบียร์ ไบเกอร์หนุ่มที่ฉะเชิงเทรา ที่ถูกครูวาหลอกว่าจะขอซื้อรถบิ๊กไบก์ z900 ราคา 4 แสนบาท โดยจ่ายเงินก้อนหนึ่งและขอนำรถไปใช้ก่อนแล้วจะผ่อนให้โดยใช้เครดิตความเป็นข้าราชการครู แต่กลับหายไปเลย และอีกรายที่ จ.อยุธยาที่ระบุว่า เตรียมจะแต่งงานกับ “ครูวา” แต่ถูกยกเลิกและเสียค่าสินสอดไป โดยได้ไปแจ้งความไว้

ต่อมา “ครูวา” สาวประเภทสอง ได้ติดต่อไปที่ เพจ “รถตระเวนข่าว V.2” ชี้แจงว่า ไม่ได้หลอก กริช หนุ่มสมุทรปราการและตอนคบกันอีกฝ่ายรู้ว่าเธอเป็นสาวสอง รวมทั้งไม่ได้ขโมยทรัพย์สินไป ส่วนรถบิ๊กไบก์ของเบียร์กำลังจะเคลียร์กัน ขณะที่กรณีหนุ่มอยุธยายืนยันไม่รู้จักกัน และตอนนี้ตนป่วยอยู่

วันที่ 17 พ.ย. เพจ “รถตระเวนข่าว V.2” รายงานว่า “ครูวา” ได้มีการนัดหมายนำรถ z900 มาคืน เบียร์ แต่เมื่อถึงเวลากลับให้คนอื่นนำรถมาคืนแทน ซึ่งผู้นำมาส่งชื่อ ป็อป เป็นอีกคนที่ถูกหลอก โดยเคยคบเป็นแฟนกับครูวา และถูกนำทองและเงินสดไป

ครั้งนี้ครูวา นำรถมาจอดทิ้งไว้ให้และหลอกป๊อปว่า ถ้านำรถไปคืนให้ เบียร์ จะคืนทองที่เคยนำไปให้ ส่วนการที่ไม่นำรถมาส่งให้เอง “ครูวา” อ้างกับป็อปว่า ป่วยด้วยโรคงูสวัดกำลังรักษาตัวที่โรงพยาบาลใน จ.สมุทรปราการ จึงนำรถไปส่งเองไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจเชื่อว่า “ครูวา” น่าจะหนีออกนอกพื้นที่ไปแล้ว โดยหลอกให้คนอื่นนำรถมาคืนให้แทน

ลุกฮือ!!! ปชช. อิหร่านประท้วงเดือดตายแล้ว 2 หลังขึ้น ราคาน้ำมัน รวดเดียว 50%

ราคาน้ำมัน

ราคาน้ำมัน
เกิดการประท้วงรุนแรงในหลายเมืองของประเทศอิหร่าน หลังจากรัฐบาลลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 50%

เมื่อ 16 พ.ย. 2562 ว่า เกิดการประท้วงอย่างรุนแรงขึ้นอย่างรุนแรงในประเทศอิหร่าน หลังจากรัฐบาลประกาศลดการอุดหนุนราคาน้ำมัน และมาตรการควบคุมการซื้อน้ำมันใหม่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 50% ในช่วงข้ามคืน โดยความรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 2 ราย

ตามมาตรการใหม่ของรัฐบาลอิหร่าน ผู้ขับขี่ยานพาหนะแต่ละคนจะได้รับอนุญาตให้ซื้อน้ำมันเบนซินได้เพียง 60 ลิตรต่อเดือนในราคาที่ 15,000 เรียลต่อลิตร (ราว 10.8 บาท) ถ้าหากต้องการซื้อเพิ่มต้องซื้อในราคาลิตรละ 30,000 เรียล ทั้งที่ก่อนหน้านี้ประชาชนสามารถซื้อเบนซินได้มากสุด 250 ลิตรต่อเดือนในราคาลิตรละ 10,000 เรียล (ราว 7.2 บาท) เท่านั้น

หลังขึ้น ราคาน้ำมัน  รวดเดียว 50%

รัฐบาลอิหร่านอ้างว่าเหตุที่ลดการอุดหนุนน้ำมันก็เพื่อนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นไปช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้น้อย โดยอิหร่านกำลังกระสบปัญหาทางเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หลังรัฐบาลวอชิงตันถอนตัวจากข้อตกลงอาวุธนิวเคลียร์อิหร่าน

ตามรายงานของสำนักข่าว IRNA ในอิหร่าน ผู้ประท้วงปะทะกับตำรวจใกล้กับโรงเก็บเชื้อเพลิงแห่งหนึ่งในเมืองซีร์จาน ตอนกลางของประเทศ หลังจากผู้ชุมนุมพยายามจุดไฟเผาสถานที่แห่งนี้ ทำให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ขณะที่เกิดการประท้วงขึ้นในอีกหลายเมืองรวมทั้งกรุง เตหะราน จนมีผู้บาดเจ็บนับสิบราย และมีผู้ประท้วงเสียชีวิตที่เมืองเบห์บาฮานด้วย

ในหลายเมือง ผู้ประท้วงออกมาแสดงความไม่พอใจด้วยการนำจักรยานยนต์ และรถยนต์มาจอดกลางถนนแล้วดับเครื่อง หรือทิ้งรถเพื่อปิดถนน มีธนาคารกับสถานีตำรวจหลายแห่งถูกจุดไฟเผา

ด้านอัยการสูงสุด โมฮัมหมัด จาฟาร์ มอนตาเซรี กล่าวโทษผู้ยุยงให้แตกแยกที่เขาระบุว่า มีเพียงหยิบมือ เป็นผู้จุดชนวนประท้วง และเรียกร้องให้ประชาชนอย่าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับกลุ่มผู้ที่ต้องการแสดงการต่อต้านระบบอิสลาม นายมอนตาเซรี ยังอ้างด้วยว่า ผู้ประท้วงมีที่มาจากนอกประเทศด้วย

หลานเทวดา

หลานเทวดา ของตังไม่ได้ คว้าไม้ไผ่ฟาดตายายดับคู่

หลานเทวดา รับเมาเหล้ากับยาเสพติด

ตร.นาจะหลวย จับกุมอดีตทหารเกณฑ์วัย 23 ปี หลังก่อเหตุ เอาท่อนไม้ไผ่กระหน่ำตี ตาและยายแท้ๆ ของตัวเองจนสาหัสก่อนจะไปขาดใจตายที่โรงพยาบาล สารภาพ ทำเพราะเมาเหล้ากับยาเสพติด
โมโหขอเงินตายายไม่ได้

เมื่อช่วงค่ำวันที่ 15 พ.ย.62 พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ศรีบุตตะ ผกก.สภ.นาจะหลวย จ.อุบลราชธานี รับแจ้งมีเหตุทำร้ายร่างกาย ที่บ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ หมู่ 15 บ้านแก้งเรือง ต.นาจะหลวย อ.นาจะหลวย จ.อุบลราช
ธานี จึงพร้อมกำลังตำรวจออกตรวจที่เกิดเหตุ ไปถึงพบ นายสี วิลา อายุ 80 ปี และนางมั่น ภันเต อายุ 63 ปี 2 ตายายได้รับบาดเจ็บสาหัส มีร่องรอยถูกของแข็งตีตามร่างกายและบริเวณศีรษะได้รับบาดเจ็บสาหัส มีบาดแผลฉกรรจ์ นอนสลบอยู่ ใกล้กันมีไม้ไผ่เปื้อนเลือด 1 ท่อน

หลานเทวดา รับเมาเหล้ากับยาเสพติด

หลานเทวดา

เจ้าหน้าที่กู้ชีพฉุกเฉิน 1669 และชาวบ้านต่างช่วยกันนำตายายส่งรักษาที่โรงพยาบาลนาจะหลวย ก่อนส่งต่อมาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิประสงค์ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี แต่ 2 ตายายอาการสาหัสเกินกว่าจะยื้อ จึงเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนผู้ก่อเหตุ จนท.ทราบว่า ไม่ใช่ใครที่ไหนเป็นหลานชายแท้ๆ ที่ทั้ง 2 เลี้ยงดูมา โดยหลังก่อเหตุได้หลบหนีไป

ต่อมาเวลา 21.45 น. วันเดียวกัน พ.ต.อ.ทรงศักดิ์ ศรีบุตตะ ผกก.สภ.นาจะหลวย พร้อมด้วย พ.ต.ท.ชัยวุฒิ ถิระกิจ รอง ผกก.สส.สภ.นาจะหลวย นำกำลังตำรวจกระจายกำลังออกติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้ภายในหมู่บ้านทราบชื่อ นายวรวุฒิ สีสงค์ หรือนัด อายุ 23 ปี เป็นอดีตทหารเกณฑ์ ปลดประจำการ เบื้องต้นสารภาพเมาสุราและเสพยาเสพติด มาขอเงินตาและยายไม่ได้ จนมีปากเสียงกันก่อนใช้กำลังและไม้ไผ่ตีตาและยายบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตดังกล่าว ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา เจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่น ก่อนควบคุมตัวดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ดาบซามูไร

หนุ่มวัย 21 คว้า ดาบซามูไรฟัน เพื่อนรัก ตร.คาดเมายาทำให้เกิดอาการหลอน

ดาบซามูไร

เกิดเหตุสลด หนุ่มวัย 21 ปี ฆ่าโหดเพื่อนรุ่นพี่ ใช้มีด ดาบซามูไร ยาวกว่า 1 เมตร จ้วงแทงและฟันยับทั้งร่างกว่า 20 แผลดับคาห้องที่ชลบุรี อ้างทะเลาะกันแล้วโดนขู่จะทำร้าย ตร.คาดเสพยาแล้วหลอนจึงลงมือ

คว้า ดาบซามูไรฟัน เพื่อนรัก คาดเมายา

ดาบซามูไร

เมื่อเช้า เวลา 06.30 น. วันที่ 15 พ.ย. พ.ต.ท.สมรัก มูลหาร สว.(สอบสวน) สภ.แสนสุข ได้รับแจ้งมีเหตุฆ่ากันตายภายในห้องเช่าไม่มีชื่อในซอยมิตรสัมพันธ์ 22 พื้นที่ หมู่ 5 ต.บ้านปึก อ.เมือง จ.ชลบุรี จึงรุดไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.ท.ชัฏ บรรทัดเที่ยง รอง ผกก.(สอบสวน) พ.ต.ท.สุวิจักขณ์ กู้พิมายวรกูล รอง ผกก.สืบสวน แพทย์เวร รพ.ชลบุรี และกู้ภัยไตรคุณธรรม

พบที่เกิดเหตุเป็นห้องเช่า 2 ชั้น ชั้นละ 8 ห้อง รวม 16 ห้อง ส่วนห้องที่เกิดเหตุเป็นห้องที่ 3 ชั้นล่าง ภายในห้องพบศพ นายเอกชัย คำพานนท์ อายุ 26 ปี หรือ ซัน ถูกดาบซามูไร ของมีคมฟันและแทงทั่วร่างกายรวมกว่า 20 แผล โดยเฉพาะที่เท้าเกือบขาด ภายในห้องพบร่องรอยการต่อสู้ ข้าวของกระจัดกระจาย มีเลือดสาดทั่วห้อง นอกจากนี้ยังพบมีดดาบซามูไรยาวประมาณ 1 เมตร เปื้อนเลือดทั้งเล่ม ตำรวจได้เก็บไว้เป็นหลักฐาน ส่วนผู้ก่อเหตุชื่อ นายไพทูลย์ แก้วโสนด อายุ 21 ปี ชาวบ้าน หมู่ 9 ต.บ้านหัน อ.โนนศิลา จ.ขอนแก่น ตำรวจจับได้ในที่เกิดเหตุ สภาพมีเลือดเปื้อนเลอะทั้งตัว

สอบถามนายไพทูลย์ มีอาการเหมือนหลอน กล่าวอ้างว่า เมื่อคืนนี้ได้ไปรับผู้ตายที่เป็นเพื่อนรักกันมาจาก อ.บ้านบึง และมาที่ห้องดังกล่าวได้ฉลองกัน ก่อนเกิดเหตุได้ทะเลาะโต้เถียงกันขึ้น ผู้ตายได้ขู่ว่าจะฆ่าตนและครอบครัว และชกต่อยกัน ตนจึงคว้ามีดดาบซามูไรฟันผู้ตายล้มลง หลังจากนั้นได้ฟันและแทงไปเท่าไรไม่รู้ และได้ออกจากห้องมาบอกให้เพื่อนบ้านช่วยพาผู้ตายไปหาหมอหน่อย แต่ว่านายเอกชัยเสียชีวิตแล้ว

พ.ต.ท.สมรัก มูลหาร สว.(สอบสวน) สภ.แสนสุข เปิดเผยว่า เบื้องต้นตั้งข้อหานายไพทูลย์ ฆ่าคนตายโดยเจตนา พกพาอาวุธมีดไปในที่สาธารณะ และจะได้สอบสวนให้ละเอียดว่าสาเหตุเพื่อนฆ่าเพื่อนในครั้งนี้เกิดจากอะไร พร้อมทั้งจะตรวจสารเสพติดจากผู้ต้องหา ซึ่งคาดว่าน่าจะชวนกันมาเสพยาเสพติดแล้วเกิดหลอน ฆ่ากันตายดังกล่าว 

 

 …

ไอ้โก้

ศาลสั่งจำคุก ไอ้โก้ ผู้ต้องหา คดีฆ่าทุบหัวไฮโซเชอรี่ 37 ปี 4 เดือน

ศาลอาญาพิพากษา ไอ้โก้ คดีฆ่าทุบหัวไฮโซเชอรี่ แฟนสาวจนเสียชีวิต แล้วลักทรัพย์ของผู้ตายไปก่อนหลบหนี สั่งจำคุกตลอดชีวิต แต่ให้การเป็นประโยชน์ในชั้นศาล ลดโทษ 1 ใน 3 เหลือ 37 ปี 4 เดือน

เมื่อ 09.00 น. วันที่ 14 พ.ย. ที่ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีฆ่าไฮโซเชอรี่ ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายอัศยา ชัยภา หรือ โก้ อายุ 34 ปีเศษ ชาว
จ.ชัยภูมิ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่าผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.288, ทำให้เสียหายซึ่งเอกสารของผู้อื่น ม.188, ใช้บัตรอิเล็กทรอนิกส์ของผู้อื่นโดยมิชอบเพื่อประโยชน์ในการเบิกถอนเงินสด
หรือชำระสินค้า 269/5, 269/7 และลักทรัพย์ในเวลากลางคืน

สั่งจำคุก ไอ้โก้  37 ปี 4 เดือน

ไอ้โก้

อัยการโจทก์ ยื่นฟ้องคดีเมื่อวันที่ 22 พ.ย.61 ระบุพฤติการณ์ความผิดสรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 26 – 27 ก.ค.61 เวลากลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยใช้ไม้เบสบอลเหล็กขนาดยาว 70 ซม. เป็นอาวุธตีที่ศีรษะ ใบหน้า
ลำตัว และสะบักขวา ของ น.ส.ธิติมา ตั้งวิบูลย์พาณิชย์ หรือ ไฮโซเชอรี่ อายุ 39 ปี นักธุรกิจสาวด้านอสังหาริมทรัพย์ แฟนสาวที่อวัยวะสำคัญหลายครั้ง ทำให้ น.ส.ธิติมา มีบาดแผลที่ศีรษะ ใบหน้า กราม สะบัก
ขวา กะโหลกศีรษะแตก เลือดคั่งในสมอง กระดูกซี่โครงด้านขวาหักจนถึงแก่ความตาย

หลังก่อเหตุจำเลยได้ลักทรัพย์ของผู้ตาย เป็นรถยนต์เบนซ์, โทรศัพท์มือถือ, เครื่องประดับ และกระเป๋าแบรนด์เนม ของผู้ตายไป มูลค่า 1,080,000 บาท รวมทั้งเอกสารบัตรเดบิต ธ.ออมสินฯ ของผู้ตายไปใช้ประโยชน์ในการเบิกถอนเงินหรือชำระสินค้าบริการอื่น หลบหนีไปประเทศกัมพูชา เหตุเกิดในห้องพักโรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยประดิษฐ์มนูธรรม19 แขวงและเขตลาดพร้าว กทม. จำเลยรับสารภาพ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าการกระทำจำเลยเป็นความผิดตามฟ้อง พิพากษาลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุกตลอดชีวิต ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน จำคุก 3 ปี ฐานใช้บัตรเครดิตของผู้อื่นโดยไม่รับอนุญาต จำคุก 3 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนด้วยหลักฐาน แต่การให้การในชั้นศาลเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกฐานฆ่าผู้อื่นถึงแก่ความตายเป็นเวลา 33 ปี 4 เดือน ฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน 2 ปี ฐานใช้บัตรเครดิตผู้อื่นจำคุก 2 ปี รวมจำคุก 37 ปี 4 เดือน.…