พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ งัดคลิปโชว์สื่อ ปัดกลับรถตัดหน้าตามคู่กรณีอ้าง

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ ล่าสุดญาตินำคลิปกล้องหน้ารถมาเปิดโชว์ ยืนยันว่ารถเก๋งไม่ได้เลี้ยวตัดหน้า ตามที่คู่กรณีให้การกับตำรวจ

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ 5 ศพ เหตุโศกนาฏกรรมช่วงวันปีใหม่ รถกระบะชนรถเก๋งเป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 5 ศพ ล่าสุดญาตินำคลิปกล้องหน้ารถมาเปิดโชว์ ยืนยันว่ารถเก๋งไม่ได้เลี้ยวตัดหน้า ตามที่คู่กรณีให้การกับตำรวจ

(6 ม.ค.) ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่วัดวังหิน ต.ในเมือง อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เพื่อเยี่ยมครอบครัวและญาติผู้เสียชีวิต จากกรณีเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาลปีใหม่ รถกระบะพุ่งชนรถเก๋งที่เลี้ยวตัดหน้าอย่างกะทันหัน เป็นเหตุให้มีผู้โดยสารที่นั่งมากับรถเก๋งเสียชีวิตพร้อมกัน 5 ศพ เมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา บริเวณถนนสายพิมาย-ตลาดแค หลังกิโลเมตรที่ 4-5 บ้านตำแย หมู่ที่ 3 ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา

พ่อเหยื่อกระบะชนเก๋งดับ

โดยบรรยากาศในวันนี้ ทางครอบครัวและญาติๆ ได้นำศพมาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่ศาลาการเปรียญ วัดวังหิน จำนวน 4 ศพ ส่วนอีก 1 ศพ ญาติได้นำไปบำเพ็ญกุศลที่วัดในกรุงเทพมหานคร โดยมีกำหนดการฌาปนกิจศพ เวลา 16.00 น. ในวันนี้ โดยใช้สถานที่เผาศพแบบเรียบง่าย ใช้อิฐบล็อกมาก่อขึ้นให้ใหญ่กว่าโลงศพทั้ง 4 กองฟอนแล้วใช้ฟืนเป็นท่อนมาวางทับแล้วจุดไฟทำการฌาปนกิจ พร้อมกันทั้ง 4 ศพ

นายอุดม อายุ 66 ปี พ่อของ น.ส.ภาสินี หนึ่งในผู้เสียชีวิตได้ออกมาขอความเป็นธรรมให้กับลูกสาวและผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยการนำคลิปกล้องหน้ารถจากรถที่ขับตามหลังรถกระบะคู่กรณี พร้อมกับเปิดให้กับผู้สื่อข่าวได้ดู โดยระบุว่า กล้องหน้ารถจับภาพได้ชัดเจนว่า รถยนต์คันที่ลูกสาวนั่งมานั้น ไม่ได้เลี้ยวตัดหน้ารถกระบะกระชั้นชิดตามที่เป็นข่าว

เพราะจากการตรวจสอบภาพในคลิปดังกล่าว จเห็นได้ว่ารถยนต์ขับเลี้ยวมาถึงเส้นเกาะกลางถนนแล้ว รถจอดรอจะข้ามไปถนนอีกฝั่งอยู่แล้ว แต่รถกระบะได้ขับแซงขวาขึ้นมาปด้วยความเร็ว จึงได้พุ่งชนรถเก๋งอย่างจัง ไม่ได้เป็นเหตุรถยนต์หักเลี้ยวตัดหน้ากะทันหันตามที่กล่าวอ้างและให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด

ทั้งนี้ตนและครอบครัวผู้เสียชีวิตทั้ง 5 คน จึงขอความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิตและขอเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสอบสวนคดีใหม่ โดยตนเองจะนำคลิปวีดีโอกล้องหน้ารถนี้มอบให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา       https://www.sanook.com

ทหารหนุ่มหัวร้อน

ทหารหนุ่มหัวร้อน ฉุนโดนขับรถเบียด ปาดหน้า-ชักปืนขู่ฆ่าพ่อแม่ลูกยกครัว

ทหารหนุ่มหัวร้อน ภาพเหตุการณ์ทหารหนุ่มหัวร้อน ไม่พอใจรถขับชะลอและเบียด ซิ่งปาดหน้า-ชักปืนขู่จะฆ่าให้ตายยกครัว หอบคลิปแจ้งความพยายามฆ่า ตำรวจออกหมายเรียก-ประสานต้นสังกัดแล้ว

ทหารหนุ่มหัวร้อน ภาพจากกล้องหน้ารถยนต์คันหนึ่ง ได้บันทึกภาพเหตุการณ์ ระหว่างขับขี่อยู่ตามปกติ ได้มีรถยนต์โตโยต้า ยาริส สีดำ ที่วิ่งอยู่ที่เลนขวาได้ขับปาดหน้า ก่อนจะตะโกนให้จอดข้างทาง จากนั้นชายรูปร่างสูงผอม ผมสั้นเกรียน สวมเสื้อแขนยาวสีดำ กางเกงขายาวสีดำเดินลงมาจากรถ

ทหารหนุ่มหัวร้อน

ส่วนรถคันที่ติดกล้องนั้น มีชาย 2 คนและหญิงอีกคน เดินลงมา แต่ปรากฏว่าหลังทั้งสองฝ่ายเผชิญหน้ากัน ชายผมสั้นเกรียนได้ชักอาวุธปืนพกขึ้นมาข่มขู่ ขณะที่ฝ่ายหญิงเห็นว่าฝ่ายตรงข้ามมีอาวุธ จึงรีบห้ามฝ่ายชาย 2 คนไม่ให้มีเรื่องกัน จากนั้นทั้ง 2 ฝ่ายได้ขับรถแยกย้ายออกจากจุดเกิดเหตุ โดยไม่มีเหตุร้ายเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 12.30 น. วานนี้ (30 ธันวาคม) บริเวณถนนโชตนา หมู่ 1 ตำบลสันโป่ง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

หลังเกิดเหตุ นายอำนาจ อายุ 54 ปี พร้อมด้วยภรรยาและลูกชาย วัย 19 ปี ทั้งหมดเป็นชาวจังหวัดนนทบุรี ได้นำหลักฐานคลิปจากกล้องหน้ารถเป็นหลักฐานเข้าแจ้งความกับพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจภูธรแม่ริม เพื่อติดตามตัวชายผมเกรียนที่ชักอาวุธปืนข่มขู่ มาดำเนินคดีตามกฎหมาย

นายอำนาจ เปิดเผยว่า ตนกับครอบครัวขับรถยนต์ มาสด้า มาจากบ้านที่ จ.นนทบุรี เพื่อจะไปทำบุญในอำเภอปาย จ.แม่ฮ่องสอน โดยลูกชายเป็นคนขับ โดยระหว่างทางได้ขับอยู่เลนซ้าย และชะลอจอดเพื่อแวะซื้อลอตเตอรี่ที่ขายอยู่ข้างทาง คาดว่าขณะที่จอดหรือออกตัวรถ อาจจะเบี่ยงรถทำให้คู่กรณีเกิดความไม่พอใจ และเปิดกระจกรถตะโกนต่อว่า
ต่อมาลูกชายจึงเปิดกระจกและถามว่า “อะไร” ทำให้ชายคนดังกล่าวเกิดความไม่พอใจมากยิ่งขึ้น จากนั้นได้ขับรถปาดหน้ากัน และสั่งให้จอดข้างทาง ก่อนจะเดินลงมาชักปืนขู่ตามที่ปรากฏให้เห็นในคลิป

นายอำนาจ เปิดเผยว่า ชายคนดังกล่าวได้พูดจาข่มขู่ว่าจะยิงให้ตายทั้งครอบครัว เมื่อตนเห็นท่าไม่ดีจึงลงไปห้ามและปรามลูกชาย พร้อมและขอความช่วยเหลือจากรถที่ขับผ่านมา ชายคนดังกล่าวเห็นท่าไม่ดีจึงรีบเดินขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที

หลังเกิดเหตุภรรยาได้โทรศัพท์แจ้ง 191 เพื่อขอความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพราะเกรงว่าชายหนุ่มรายนี้อาจจะติดตามมาทำร้ายตนและครอบครัวอีก

นายอำนาจ ยังกล่าวฝากถึงผู้ขับขี่ว่า ในช่วงเทศกาลปีใหม่ปริมาณรถมีจำนวนมากจึงทำให้การจราจรติดขัด อยากให้ผู้ขับขี่ใจเย็นและมีน้ำใจเอื้อเฟื้อต่อกัน หากใจร้อนหรือวู่วามอาจทำให้เกิดความสูญเสียตามมาได้

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเปิดเผยว่า หลังจากสอบปากคำผู้เสียหายแล้ว ได้ตรวจเช็คทะเบียนรถคู่กรณี เบื้องต้นทราบข้อมูลว่า คนขับเป็นทหารสังกัดค่ายแห่งหนึ่งในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกมาสอบปากคำ เนื่องจากผู้เสียหายได้แจ้งความข้อหาพยายามฆ่าไว้ ขณะเดียวกันได้ประสานแจ้งไปยังต้นสังกัดของทหารคนดังกล่าวเพื่อทราบแล้ว คาดว่าผู้บังคับบัญชาจะพาตัวมาเข้าพบต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

เข่าแทบทรุด

เข่าแทบทรุด โจรปีนฝ้าปล้นโบนัสประจำปีเพิ่งได้มา หายวับกว่า 6 หมื่นบาท

เข่าแทบทรุด หนุ่มโรงงานเข่าแทบทรุด โจรย่องปีนฝ้าโรยตัวปล้นบ้าน ได้เงินสดไปกว่า 60,000 บาท เป็นโบนัสประจำปีจากน้ำพักน้ำแรง เพิ่งได้รับมาหมาดๆ หวังนำกลับไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดในวันปีใหม่

เข่าแทบทรุด เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ปลวกแดง จังหวัดระยอง ลงพื้นที่ตรวจสอบที่เกิดเหตุ ภายหลังจากที่ นายจักรพันธ์ อายุ 27 ปี หนุ่มโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด ได้เข้าแจ้งความว่าถูกคนร้ายไม่ทราบชื่อ แอบลักลอบปีนฝ้าเพดานเข้ามาขโมยเงินสดภายในบ้าน ทำให้เงินสดสูยหายไปกว่า 60,000 บาท

เข่าแทบทรุด

จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบร่องรอยคนร้ายแอบปีนฝ้าเพดานหลังคาบ้านเข้ามาก่อเหตุ จากนั้นได้มีการรื้อค้น สิ่งของกระจัดกระจายบนโต๊ะ ภายในห้องนอนของผู้เสียหาย และห้องของพี่สาวที่อยู่ติดกัน คนร้ายได้เงินสดไปจำนวนรวม 60,000 บาท

นายจักรพันธ์ กล่าวว่า ตนทำงานอยู่ที่โรงงานผลิตยางรถยนต์ในนิคมฯ เมื่อเลิกงานและกลับมาบ้าน ก็พบเห็นหน้าต่างบานเกล็ดกระจกเลื่อนถูกเปิดทิ้งไว้ แต่ก็ไม่ได้เอะใจอะไร เมื่อเข้าไปในบ้านก็พบเห็นว่าบ้านถูกรื้อค้น ของกระจัดกระจายไปหมด และเงินสดได้หายไป

โดยเงินก้อนที่คนร้ายขโมยไปนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเงินโบนัสที่ตนเพิ่งได้รับจากบริษัทมา เป็นจำนวนเงิน 50,000 บาท รวมกับเงินสดบางส่วนที่เก็บเอาไว้ภายในลิ้นชักที่โต๊ะเครื่องแป้งของห้องนอน

นายจักรพันธ์ ยังเผยอีกว่า เงินจำนวนนี้ตนหวังจะนำไปให้พ่อแม่ที่ต่างจังหวัดในช่วงเทศกาลปีใหม่ จึงได้เบิกเงินสดมาเตรียมเอาไว้ แต่ก็มาเกิดเหตุไม่คาดคิดขึ้นถึงในบ้าน ตนจึงขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยติดตามคนร้ายมาดำเนินคดีให้ได้

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ซั่มก่อนฆ่า

ซั่มก่อนฆ่า หนุ่มบีบคอเมียตายคารถ เก็บกกน.ไว้ดูต่างหน้าแล้วหนีเข้าป่านับเดือน

ซั่มก่อนฆ่า นาทีบุกจับกลางป่าหนุ่มไทใหญ่บีบคอฆ่าเมียรักในรถ อ้างซดยาล้างห้องน้ำหวังตายตามแต่ไม่สำเร็จ

ซั่มก่อนฆ่า ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรแม่ริม นำตัว นายชายยะ ไม่มีนามสกุล อายุ 37 ปี ชาวไทใหญ่ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ในข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพ ที่จุดเกิดเหตุภายในโรงรถของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา ต.แม่แรม อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจาก การพบศพ นางติ้ง อายุ 34 ปี สาวชาวไทใหญ่ ลูกจ้างของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา บนเบาะรถยนต์ยี่ห้อแลนด์โรเวอร์ สีแดง ทะเบียน บว 6365 เชียงใหม่ ที่จอดในโรงรถของส่วนจัดการต้นน้ำแม่สา เหตุเกิดเมื่อช่วงเช้า 12 พ.ย.ที่ผ่านมา

ซั่มก่อนฆ่า

พ.ต.อ.พิเชษฐ จิรนันตะสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ ระบุว่า หลังก่อเหตุและหลบหนีไปนานกว่า 1 เดือน ล่าสุด ชุดสืบสวนตำรวจภูธรแม่ริม ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้ และ เจ้าหน้าที่หน่วยจัดการต้นน้ำแม่สา , อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย กว่า 50 นาย นำกำลังบุกเข้าไปในป่าทึบบ้านห้วยดีหมี ต.โป่งแยง อ.แม่ริม

จับกุมตัว นายชายยะ ซึ่งหลบซ่อนตัวโดยสร้างกระท่อมเล็กๆ อยู่กลางป่า และจากการตรวจค้นภายในกระท่อมที่พัก พบโทรศัพท์มือถือและกางเกงใน 1 ตัว ซึ่งเป็นของนางติ้งผู้เสียชีวิต จึงยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบสวน นายชายยะ สารภาพว่า ไม่ได้ข่มขืนก่อนฆ่า แต่มีสัมพันธ์กันด้วยความยินยอมเพราะตนและนางติ้งเป็นสามีภรรยากัน ก่อนหน้านี้คบหากันนางติ้งมานาน 3 ปี แต่เนื่องจากครอบครัวของนางติ้งไม่ชอบตนเอง เพราะเคยมีภรรยามาก่อน จึงไม่ได้อยู่ด้วยกันฉันท์สามีภรรยา โดยตนเองพักอยู่ใกล้สถานที่ทำงาน ใน อ.หางดง และ จะแอบไปมาหาสู่กับนางติ้งเป็นประจำ

ส่วนวันเกิดเหตุนางติ้งโทรศัพท์นัดให้มาหาและได้แอบมีเพศสัมพันธ์ในรถยนต์ จากนั้นตนจึงชวนนางติ้งหนีไปอยู่ด้วย แต่นางติ้งปฏิเสธและบอกว่าความรักของเราเป็นไปไม่ได้ จึงเกิดความโมโหที่นางติ้งไม่ตอบรับ จึงได้ชวนนางติ้งตายด้วยกัน ก่อนจะลงมือบีบคอจนเสียชีวิต

จากนั้นนายชายยะ อ้างว่า ได้ดื่มน้ำยาล้างห้องน้ำไปครึ่งขวด หวังฆ่าตัวตามตายภรรยา แต่ไม่ตายจึงเกิดความกลัวจึงหลบหนีไปอยู่ในป่าลึก โดยได้หยิบมือถือของนางติ้ง พร้อมกับกางเกงในของนางติ้งไปด้วย เพราะนางติ้งบอกให้เก็บไว้ดูต่างหน้า จากนั้นได้หลบซ่อนตัวในป่าลึก โดยอาศัยขโมยอาหารของชาวบ้านตามพื้นที่และหาผลไม้กินในป่า

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

นึกว่าสอยดาว

นึกว่าสอยดาว เฒ่าเด็ดเงินจากต้นเงินโบสถ์หลวงพ่อพระใสใส่กระเป๋าหน้าตาเฉย

นึกว่าสอยดาว ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย ที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส

นึกว่าสอยดาว บันทึกภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ต้นเงินที่ชาวพุทธจะนำเอาเงินมาร้อยเป็นสายห้อยติดกับต้นเงินเพื่อถวายทางวัด ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้ดึงเอาเงินจากต้นเงินยัดใส่ในกระเป๋าตนเอง

นึกว่าสอยดาว

เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 13 ธ.ค. 61 หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนออกติดตามจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 22 ธ.ค. 61 ชุดสืบสวนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ คือ นายสุทธิ อายุ 63 ปี โดยจับกุมได้ที่บ้านซึ่งนายสุทธิ ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนขโมยเงินจากต้นเงินของวัดจริง

จากการสอบสวนนายสุทธิให้การว่า วันนั้นขึ้นไปบนพระอุโบสถเห็นต้นเงินตั้งอยู่จึงเดินเข้าไปดู และเห็นว่าสายร้อยเงินหลายสายไม่แน่นจึงไปจับดู แต่เหมือนมีอะไรดลใจให้ยัดเงินใส่กระเป๋าตัวเอง รวมเป็นเงิน 540 บาท พอได้เงินก็นำซื้อของและเติมน้ำมัน เหลือเงินอยู่ 400 บาท จึงคืนเงินของกลางให้กับตำรวจ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ แล้วคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เปิดยุทธการ

เปิดยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” จับเครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ

เปิดยุทธการ เจ้าหน้าที่ตำรวจปส. ปปส. ตำรวจ ทหาร สนธิกำลังกว่าร้อยนาย รวม 16 หน่วยงาน ออกกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่

เปิดยุทธการ มีทั้งหมายจับไทย เมียนมา ตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ เชื่อมโยงเครือข่าย “เบนซ์ เรซซิ่ง” พบบ้านเครือข่ายในพื้นที่ 20 ไร่ เปิดธุรกิจค้าอัญมณีบังหน้า พบห้องลับใต้ดิน ยึดทรัพย์ 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.), พล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผบก.ปส.3 ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่ป้องกัน

เปิดยุทธการ

และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ฝ่ายปกครอง และทหาร ฉก.ร.14 กกล.นเรศวร รวม 16 หน่วยงาน ออกปฏิบัติภารกิจปิดล้อม/ตรวจค้น ตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายค้าไอซ์ข้ามชาติ และอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด 25 จุด ใน จ.ตาก และอีกหลายจุดใน กทม. ลพบุรี เชียงใหม่ และเชียงราย โดยมีหมายจับของทางการประเทศเมียนมารวมอยู่ด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายจับในคดีฟอกเงิน สมคบกันค้ายาเสพติด รวม 3 ราย ประกอบด้วย นายสือ หรือ อาสือ ทรงกิตติกุล อายุ 48 ปี ชาวเมียนมาถือพาสปอร์ต 2 สัญชาติ มีที่อยู่ในไทย บ้านเลขที่ 205 ม.9 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก, นายประพัฒน์ แซ่ต๋วง อายุ 27 ปี และนางนาทอ

ยอดมหาวัน แม่ยาย ผู้ร่วมขบวนการค้ายาไอซ์ข้ามชาติรายสำคัญ ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยง นายอัครกิตต์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง อดีตสามีนางเอกดัง จึงเป็นที่มาของการปฎิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายไอซ์ ข้ามชาติ

สำหรับผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย คือ นายประพัฒน์ แซ่ต๋วง และนางนาทอ ยอดมหาวรรณ แม่ยาย ได้ที่บ้าน 105/2 ถนนสองแคว ต.แม่สอด อ.แม่สอด ส่วนนายอาสือ ตัวการใหญ่เจ้าของฉายา “มังกรจาง” ไหวตัวหลบหนีก่อนหน้านี้

เจ้าหน้าที่จึงเข้าอายัดทรัพย์สินเป็นบริษัท เซาท์เทิร์น ครอส กรุ๊ป จำกัด เลขที่ 200 ม.2 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก บนเนื้อที่ 22 ไร่ สร้างขึ้นเตรียมทำธุรกิจค้าพลอย และอัญมณีบังหน้าฉาก

โดยยึดอายัดทรัพย์ได้กว่า 150 ล้านบาท และพบห้องลับ ที่ห้ามคนภายนอก หรือ แม้แต่คนเฝ้าที่สนิทไม่ได้ถือกุญแจ และเข้าไปในห้องไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เหล็กงัดประตูกระจกเข้าไป พบน้ำยา และสารเคมี ที่คาดว่า ใช้ผลิตยาไอซ์ได้

นอกจากนี้ ภายในบริษัทยังทำห้องลับอยู่ใต้ดินเป็นทางเดินยาวกว่า 100 เมตร ลักษณะเป็นอุโมงค์ไปทะลุอีกจุดด้านหลังไว้สำหรับหลบหนี หากเกิดกรณีฉุกเฉินถูกจู่โจมจับกุม

ส่วนทรัพย์สินที่ยึดได้คือ รถยนต์ จำนวน 6 คัน, รถจักรยายนต์ 3 คัน, บ้าน 7 หลัง, โรงงาน 2 โรงงาน, ที่ดิน 3 แปลง, บัญชีเงินฝาก จำนวน 38 บัญชี, ถือหุ้นบริษัท 2 บริษัท จำนวน 40,010 หุ้น, อาวุธปืน 1 กระบอก และยาบ้า 180 เม็ด รวมราคาประเมินทรัพย์สิน 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า นายสือ หรือฉายา “มังกรจาง” เป็น 1 ในผู้ต้องหา ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ทางการประเทศเมียนมา จากการขยายผลการจับกุม และตรวจยึดทรัพย์ ที่คาดว่า จะเป็นการฟอกเงิน ที่ได้จากการค้ายาเสพติด หลังจากที่ ปปส.เมียนมา ได้จับกุมผู้ต้องหาชาย จำนวน 2 คน พร้อมตรวจยึดยาไอซ์ 1,700 กก. ในพื้นที่ย่างกุ้ง เมื่อ 17 พ.ย. 59 แล้วผู้ต้องหาให้การซัดทอดมายังกลุ่มนายสือ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ! ฆ่าปาดคอครูสอนศิลปะปมหึงหวง หลังหนีคดีนาน 7 ปี

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ตำรวจบุกรวบฆาตกรโหด ก่อเหตุฆ่าเปลือยปาดคอครูสอนศิลปะแฟนสาวคาห้องพักรีสอร์ต ใน จ.สงขลา หลังหลบหนีคดีนานกว่า 7 ปี

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา ควบคุมตัว นายเสฏฐวุฒิ หรือ โต้ อายุ 31 ปี จากกรุงเทพฯ เดินทางด้วยเครื่องบิน มาดำเนินคดีที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส

โดยเป็นผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆ่าเปลือยแฟนสาว อดีตครูอนุบาลจนเสียชีวิต โดยใช้มีดปาดคอและกระหน่ำแทงจนพรุนทั้งร่าง คาห้องพักรีสอร์ตย่านถนนราษฎร์อุทิศ ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 และหลบหนีคดีนานกว่า 7 ปี

ก่อนถูก พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และ พ.ต.ท.กรพัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังติดตามจับกุมตัวได้เมื่อคืนนี้ ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี กรุงเทพฯ

จากการสอบสวน นายเสฏฐวุฒิ ยอมรับสารภาพแต่โดยดี โดยสาเหตุมาจากความหึงหวงที่แฟนสาวบอกเลิก เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทั้งนี้ หลังก่อเหตุ นายเสฎฐวุฒิ ได้หลบหนีหมายจับออกจากพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ไปเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสที่กรุงเทพฯ รวมทั้งรับงานเดินแบบโชว์เรือนร่างตามบาร์เกย์

พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา เปิดเผยว่า คดีนี้ตำรวจพยายามสืบหาเบาะแสของคนร้ายมาตลอด และแม่ของผู้ตายได้โทรศัพท์มาถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือนตลอดเวลากว่า 7 ปี เพราะต้องการให้คนร้ายมารับโทษที่ก่อไว้ กระทั่งสืบทราบว่าได้หนีไปกบดานที่กรุงเทพฯ และทราบเป้าหมายชัดเจน จึงร่วมกับตำรวจกองปราบได้ในที่สุด

สำหรับคดีดังกล่าว เคยเป็นข่าวดังเมื่อปี 2554 โดยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2554 ตำรวจได้รับแจ้งพบศพหญิงสาวถูกฆาตกรรมในห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ย่านถนนราษฎร์ยินดี อ.หาดใหญ่

หลังจากไปตรวจสอบพบว่าผู้เสียชีวิต คือ น.ส.สุนิชา อายุ 27 ปี อดีตครูอนุบาลโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ แต่ได้ลาออกมาเปิดสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่บ้านพัก นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ

สภาพร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าขนหนูคลุมเฉพาะร่างกายท่อนบน ที่ลำคอถูกเชือดด้วยมีด และตามลำตัวถูกแทงอีกหลายแผล โดยพบรถเก๋ง BMW สีดำ ซีรี่ 3 รุ่น 318i ทะเบียน ษศ 4144 กรุงเทพฯ ที่ผู้ตายขับมาจอดอยู่ริมถนนหน้ารีสอร์ต

หลังจากตำรวจสอบสวนพยานแวดล้อมก็ทราบว่า คนร้ายคือ นายเสฎฐวุฒิ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มที่คบหากันมา แต่ผู้ตายได้ขอเลิกเนื่องจากทนพฤติกรรมหึงหวงและอารมณ์รุนแรงไม่ไหว และในวันเกิดเหตุได้มาเปิดห้องพักเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่สุดท้ายก็ถูกแฟนหนุ่มใช้มีดปาดคอและกระหน่ำแทงจนเสียชีวิตคาห้องพัก

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

แม่สะอื้น

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง ขณะกรีดยางหวังข่มขืน เสี่ยงแท้ง

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง จากกรณีสาวสวนยางวัย 23 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านเขาติง ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง รอดตายหลังถูกคนร้ายใช้ท่อนไม้ทุบต้นคอ

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง และพยายามข่มขืนขณะที่กำลังกรีดยาง กระทั่งเกิดภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งครอบครัวเปิดเผยว่า แม้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 เดือน แต่คนร้ายยังไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้ต้องขวัญผวา ไม่กล้าออกไปทำงาน

แม่สะอื้น

ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากเกิดเหตุ ตนรู้สึกเหมือนมีประจำเดือนตลอดเวลา โดยแพทย์ระบุว่ามีภาวะแท้งคุกคาม เด็กมีโอกาสรอด 50% เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงหัวใจ แพทย์ยังระบุอีกว่า ไม่ให้ตนเดินทางหรือทำงานหนัก เนื่องจากยังตรวจพบว่ามีเลือดสีดำตกค้าง ซึ่งเกิดจากการทุบตี และวันที่ 24 ธ.ค. นี้ แพทย์นัดตรวจครรภ์อีกครั้ง

ตนเห็นว่าคนร้ายมีอิทธิพลมาก เพราะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาไม่ใส่กุญแจมือ และปล่อยตัวออกไปโดยไม่ต้องประกันตัว แม้ว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพในเวลาต่อมา แต่ตำรวจเมินเฉยและปล่อยตัวกลับบ้าน ตนเองจึงรู้สึกกลัว เพราะกระทั่งวันนี้ ก็ยังจำลักษณะรูปร่าง หรือการแต่งตัวของผู้ร้ายได้อย่างครบถ้วน

ด้าน แม่ของผู้เสียหาย อายุ 49 ปี กล่าวว่า ตนคาดว่ามีคนในพื้นที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำแล้วก็ปล่อยผู้ต้องหา ตนต้องการให้คนผิดได้รับกรรมบ้าง อีกทั้งหากคนร้ายยังลอยนวลอยู่ เกรงว่าจะไปก่อเหตุในลักษณะนี้กับผู้อื่นอีก

ขณะนี้ลูกสาวตนเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนคนเดิม หลังจากเกิดเหตุก็กลายเป็นคนเงียบ ทำงานไม่ไหว ขวัญเสียและยังหวาดกลัว ทั้งยังหยุดกรีดยางมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะนี้ที่บ้านจึงไม่มีรายได้ อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยโทรมาติดตามความคืบหน้าของคดี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับปากว่า หากมีความคืบหน้าจะโทรศัพท์มาแจ้ง ส่วนกลุ่มคนร้ายคาดว่าย้ายไปอยู่ที่ จ.เชียงราย

หลังรู้ว่าลูกสาวถูกทำร้าย หัวใจของตนก็แทบสลาย ตนเลี้ยงดูลูกสาวมาอย่างดี ไม่เคยให้ลูกต้องเจ็บ จึงอยากฝากถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ให้ช่วยดูแลคดีของลูกสาว เอาผิดคนร้ายให้ถึงที่สุด ตนมองว่าข้อหาทำร้ายร่างกายไม่เพียงพอ อยากให้เจ้าหน้าที่ลงโทษให้หนัก และไม่ต้องการให้คนชั่วต้องลอยนวล

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจพยายามติดตามคนร้าย โดยสอบถามรูปพรรณจากผู้เสียหาย แต่เจ้าตัวไม่สามารถบอกได้ กระทั่งตำรวจไปติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้

ซึ่งผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าตั้งใจจะข่มขืน แต่ผู้เสียหายหนีไปได้ จึงยังไม่ได้ข่มขืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ได้แจ้งข้อหาข่มขืน ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุอีกครั้ง เพื่อดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ ตำรวจดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดผู้เสียหายจึงมองว่าการทำงานของตำรวจล่าช้า ซึ่งตนยืนยันว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เมียสะอื้น

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว” ถูกยิงตายดับคาผับ แค่เต้นเหยียบเท้า

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว”  ร.ต.อ.จตุพล เทสิมทโชติ รอง สว.สส.สภ.แสนสุข ได้รับแจ้งว่า มีเหตุทะเลาะวิวาท

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว” ใช้อาวุธปืนยิงกันที่บริเวณสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ใน อ.บางแสน จ.ชลบุรี ซึ่งบริเวณลานจอดรถ พบนายวีรภัทร หรือ เสี่ยเดี่ยว ผักซิ่ง อายุ 33 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณท้ายทอย กระสุนทะลุออกเบ้าตาซ้าย อาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยมีนายภานุพันธ์ หรือ โน้ต อายุ 31 ปี ถูกยิงเข้าที่ชายโครง กระสุนฝังใน นอนหายใจรวยริน บาดเจ็บสาหัส ก่อนนำส่งโรงพยาบาล

เมียสะอื้น

วันที่ 14 ธ.ค. 61 นางสาวเสาวลักษณ์ อายุ 31 ปี ภรรยาของนายวีรภัทร นำศพของสามีตั้งบำเพ็ญกุศลยังศาลาธรรมสังเวชสาม วัดท้ายดอน พร้อมเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ สามีตนขออนุญาตไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่สถานบันเทิงที่บางแสน

ต่อมา เวลาประมาณ 02.00 น. ตนโทรตามสามี บอกว่าให้กลับบ้านได้แล้ว แต่สามีบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน และบ่นกับตนว่ามีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่น เรื่องท่าเต้น และเขม่นกัน และเกิดการชกต่อยกันในผับ

จากนั้น สามีตนกับกลุ่มเพื่อนออกจากสถานบันเทิง และเดินมาที่ลานจอดรถยนต์ จากนั้นคนร้ายซึ่งดักรออยู่ที่รถพร้อมอาวุธปืนสั้น จ่อยิงสามีตนที่เบ้าตาซ้ายจนทะลุท้ายทอย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนเพื่อนอีกคนที่เข้าไปช่วย ก็โดนยิงที่ซี่โครงได้รับอาการบาดเจ็บสาหัส

ส่วนที่มีกระแสข่าวที่ออกมาว่า คนร้ายกับสามีตนมีปัญหาเรื่องชอบผู้หญิงคนเดียวกันนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากสามีตนไม่เคยมีเรื่องผู้หญิง และมีลูกที่น่ารักอีก 2 คน รออยู่ที่บ้าน

ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถยนต์ ซึ่งสามารถจับภาพวินาทีเกิดเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน และอยู่ในระหว่างตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ด้าน นายณัฐชัย อายุ 26 ปี รุ่นน้องคนสนิทของผู้เสียชีวิต เผยความรู้สึกว่า ก่อนที่จะแต่งงานเสี่ยเดี่ยวเป็นคนไม่ดี และคนอารมณ์ร้อน แต่เมื่อมีครอบครัว ภรรยา และลูก 2 คน ก็กลับตัวเป็นคนดี ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับใคร ปกติเสี่ยเดี่ยวเป็นคนชอบดื่มสุรา และมักพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่บ้านอยู่ประจำ และที่รักใคร่ของเพื่อนๆ

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปมชู้สาว แต่มีสาเหตุจากเรื่องเขม่น เพราะเต้นชนกันเหยียบเท้ากัน จนเกิดการวิวาทกัน ตนฝากถึงคนร้ายว่า ให้มามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ พุ่งชนท้ายกระบะ บีเอ็มดับเบิ้ลยูชนอัดซ้ำ พังเละ 3 คัน

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ อุบัติเหตุรุนแรงใกล้วัดบึงทองหลาง หนุ่มขับเก๋งคัมรี่ก้มหยิบโทรศัพท์มือถือ เงยหน้าขึ้นมาพุ่งชนท้ายกระบะ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ ก่อนแฉลบไปโดนรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูซ้ำ พังยับเยินทั้ง 3 คัน ตำรวจเร่งตรวจวัดแอลกอฮอล์คนขับ เมื่อเวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.อธิปัตย์ ไหมสุข รอง สว.(สอบสวน) สน.ลาดพร้าว รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเสียหลักพลิกคว่ำ บริเวณถนนลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ จึงเข้าตรวจสอบพร้อมประสานรถยกและมูลนิธิสยามร่วมใจ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากวัดบึงทองหลาง ประมาณ 200 เมตร เป็นถนน 4 เลนบริเวณกลางถนน พบรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีดำ สภาพรถพลิกคว่ำหงายท้อง กระจกหน้ารถแตก โดยมี นายชัชชัย อายุ 33 ปี เป็นคนขับขี่ ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ ใกล้กันพบรถยนต์บีเอ็มดับบลิว 330e สีขาว สภาพหน้ารถด้านซ้ายพังยับ มี นายเกรียงพล อายุ 28 ปีเป็นคนขับ

ส่วนในช่องจราจรเลนซ้ายสุด พบรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทา-ดำ จอดอยู่ในสภาพถูกชนท้ายด้านขวา ทำให้ล้อดุ้งพังเสียหาย เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

นายชัชชัย ให้การว่า ขณะที่ตนกำลังขับรถเพื่อกลับบ้าน ระหว่างที่ขับรถวิ่งผ่านวัดบึงทองหลาง ตนพยายามค้นหาโทรศัพท์มือถือที่อยู่ภายในรถ โดยช่วงที่ก้มหน้าและมือหยิบโทรศัพท์อยู่นั้น ทำให้รถพุ่งไปชนท้ายรถกระบะที่จอดอยู่ริมถนน

เป็นเหตุทำให้รถของตนเสียหลักพลิกตะแคงขวางอยู่กลางถนน เมื่อตนรู้สึกตัวจึงรีบออกมาจากรถทันที และในช่วงที่ตนยืนมึนงงอยู่ริมถนน อยู่ๆ ก็มีรถยนต์บีเอ็มดับบลิว สีขาว ขับวิ่งฝ่าเข้ามาพุ่งชนรถ ทำให้รถพลิกคว่ำหงายท้องดังกล่าวอีกคัน

ร.ต.อ.อธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว จะนำตัวผู้ขับขี่ทั้ง 2 รายมาสอบสวนและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com