Browse Category: ข่าวทั่วไป

ด่ากราด เจ้าหน้าที่เทศกิจ

เกิดเหตุ สลด ด่ากราด เจ้าหน้าที่เทศกิจ ขณะตรวจคัดกรองโควิด-19 จนเกิดอาการช็อกเสียชีวิต

ด่ากราด เจ้าหน้าที่เทศกิจ ช็อกเสียชีวิต ขณะปฎิบัติหน้าที่

ด่ากราด เจ้าหน้าที่เทศกิจ ในวันที่ 25 เม.ย.2563 เกิดเหตุ สลดใจ นายวิทยา ไชยธรรม เจ้าหน้าที่เทศกิจเทศบาลตำบลจันดี อ.ฉวาง จ.นครศรีธรรมราช เป็นลมหมดสติ ขณะทำการปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่ด่านคัดกรองโควิด-19 ในตลาดจันดี ก่อนที่จะเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นางพวงทิพย์ หมวดเมือง ปลัดเทศบาลตำบลจันดี ได้เผยว่า นายวิทยาได้ปฏิบัติหน้าที่ประจำที่จุดคัดกรองในตลาดจันดี อยู่ในจุดห้ามรถยนต์เดินทางเข้าพื้นที่ รวมทั้งคัดกรองการสวมหน้ากาก และ ผู้ที่มีอาการเสี่ยงไม่ให้เข้าพื้นที่ ในขณะนั้นมีผู้ขับรถกระบะคันหนึ่งพยายามจะฝ่าเข้ามา แต่นายวิทยาเข้าห้ามปราม และ เจรจาให้ใช้เส้นทางตามที่ได้กำหนดไว้เท่านั้น

นายวิทยาถูกผู้ขับรถกระบะคันดังกล่าวด่าอย่างรุนแรง แล้วขับออกไป ส่วนนายวิทยามีท่าทีเครียดมาก ก่อนออกจากจุดตรวจในตลาดจันดีไปอีกจุด เนื่องจากเป็นหน้าที่ที่ต้องตระเวนดูแลความเรียบร้อยของจุดตรวจ ซึ่งมี 5 จุด พอไปถึงจุดที่ 2 นายวิทยาก็เกิดอาการช็อก สาเหตุคาดว่ามีความเครียดกับเหตุการณ์ และ มีโรคประจำตัวเป็นโรคหัวใจโตอยู่แล้ว จึงทำให้เสียชีวิต

ต่อมาในช่วงเย็น นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้เข้ารดน้ำศพนายวิทยาที่บ้านพัก ถนนทางเข้าวัดควนโดน ต.ช้างกลาง อ.ช้างกลาง จ.นครศรีธรรมราช พร้อมแสดงความเสียใจกับครอบครัว และมอบเงินช่วยเหลือจำนวนหนึ่งให้กับครอบครัว รวมทั้งรายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไปยังศูนย์อำนวยกลาง เพื่อให้การช่วยเหลือครอบครัวของนายวิทยาต่อไป…

หมื่นล้านบาท

พิพากษา คดี บ.ฟิลลิป มอร์ริส หลีกเลี่ยงภาษีบุหรี่นอกกว่า 2 หมื่นล้านบาท

ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทฟิลลิป มอร์ริส หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าบุหรี่ต่างประเทศ โดยสำแดงราคาอันเป็นเท็จไม่ตรงตามราคาที่แท้จริง รวมความเสียหายกว่า 2 หมื่นล้านบาท

หมื่นล้านบาท

บริษัทเอกชนดัง หลีกเลี่ยงภาษีบุหรี่ 2 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 29 พ.ย.62 ที่ห้องพิจารณา 910 ศาลอาญา ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีบริษัทฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด หลีกเลี่ยงภาษีศุลกากรนำเข้าบุหรี่ หมายเลขดำ อ.185/2559 พนักงานอัยการคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง บริษัทฟิลลิป มอร์ริสฯ ซึ่งเป็นนิติบุคคล มีนายเจอรัลด์ มาโกลีส ชาวสหรัฐอเมริกา ตำแหน่งผู้จัดการสาขา บ.ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์)
ลิมิเต็ด ผู้แทน พร้อมพวกจำเลยร่วมเป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐานร่วมกันเกี่ยวข้องด้วยประการใดๆ ในการหลีกเลี่ยง
หรือพยายามหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร โดยเจตนาที่จะฉ้อค่าภาษีของรัฐบาล ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 มาตรา 27, 115 จัตวา, พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 11) พ.ศ.2490 มาตรา 3, พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 17 ) พ.ศ.2543 มาตรา 10 ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 91, พ.ร.บ.ให้บำเหน็จในการปราบปรามผู้กระทำผิด พ.ศ.2489 มาตรา 4-9 ซึ่งคดีมี
อัตราโทษ ตามกฎหมายศุลกากร ให้ปรับเป็นเงิน 4 เท่า ราคาที่รวมค่าอากร หรือจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือ ทั้งปรับและจำคุก

ตามฟ้องอัยการโจทก์ เมื่อวันที่ 18 ม.ค.59 บรรยายพฤติการณ์ สรุปว่า เมื่อระหว่างวันที่ 28 ก.ค.46-24 มิ.ย.49 บริษัท ฟิลลิปฯ กับพวก ได้ร่วมกันนำเข้าบุหรี่ยี่ห้อดังจากต่างประเทศ เข้ามาในราชอาณาจักร และร่วมกันบังอาจสำแดงเท็จโดยฉ้อ
โกงและออกอุบายด้วยการยื่นใบขนส่งสินค้าขาเข้าต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร กรมศุลกากร เพื่อผ่านพิธีการศุลกากร โดยสำแดงราคาอันเป็นเท็จไม่ตรงตามราคาที่แท้จริงเพื่อหลีกเลี่ยงค่าภาษีศุลกากร ซึ่งเป็นความผิดทั้งสิ้น 272 ครั้ง โดยรวมราคาของสินค้าบุหรี่บวกกับราคาภาษีอากร ที่หลีกเลี่ยงเป็นเงินทั้งสิ้น 20,210,209,582.50 บาท จำเลยศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวไป ด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 ล้านบาท

ราดน้ำมันเผาเมีย

ฝากขังผัวโหด ราดน้ำมันเผาเมีย โดนข้อหาพยายามฆ่า

ราดน้ำมันเผาเมีย

ออกหมายจับแล้ว ผัวราดน้ำมันเผาเมีย เจอข้อหาหนักพยายามฆ่า ตัวเองก็ยังได้รับบาดเจ็บรักษาตัวอยู่ที่ รพ. โดยมีตำรวจออกหมายจับในข้อหาพยายามฆ่า พร้อมที่
จะนำตัวไปฝากขังต่อศาล ขณะฝ่ายเมียยังไม่พ้นขีดอันตราย

ผัวโหด ราดน้ำมันเผาเมีย โดนข้อหาพยายามฆ่า

เมื่อวันที่ 28 พ.ย.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ จ.นครพนม ความคืบหน้าเกี่ยวกับคดี นายอุเทน ธงศรี สามี อายุ 26 ปี ก่อเหตุราดน้ำมันเผาภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส คือ นางสาวไหมทอง ปิ่นสา อายุ 23 ปี หลังมีปัญหาครอบครัว เลิกรากันไปได้ประมาณแค่ 2-3 เดือน แต่ฝ่ายสามีพยายามกลับมาง้อคืนดี แต่ไม่สำเร็จ ตัดสินใจประชดรัก ด้วยการนำน้ำมันเบนซินราดภรรยาก่อนจุดไฟเผา ทำให้ภรรยาได้รับบาดเจ็บสาหัส ถูกไฟไหม้เกือบทั้งตัว ส่วนสามีคนเผาได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย ปลอดภัยแล้ว แต่ทางภรรยาอาการยังสาหัส ถูกส่งตัวไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลศูนย์ จ.อุดรธานี เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 22 พฤศจิกายน 2562 ที่บ้านเลขที่ 202 หมู่ 18 บ้านหนองชาด ต.บ้านผึ้ง อ.เมือง จ.นครพนม

ราดน้ำมันเผาเมีย

ภายหลัง นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณา ได้เดินทางไปติดตามความคืบหน้าของคดี พร้อมประสานหน่วยงานตำรวจ พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าไปตรวจสอบดูแลตามขั้นตอน ขณะผู้เสียหายเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศูนย์ จ.อุดรธานี หลังทางญาติผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์ขอความช่วยเหลือ เกรงว่าจะไม่
ได้รับความเป็นธรรม และเป็นปัญหาความรุนแรงในครอบครัว อีกทั้งทั้งสองสามีภรรยายังมีบุตรชายอีก 1 คน อายุประมาณขวบเศษ ที่ยังต้องดูแลเลี้ยงดู ซึ่งทางตำรวจยืนยันได้ให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย และดำเนินคดีตรงไปตรงมา ทั้งนี้ได้ฝากย้ำเตือนประชาชนให้มีสติในการใช้ชีวิตครอบครัว เนื่องจากปัจจุบันเกิดปัญหาความรุน
แรงในครอบครัวบ่อยครั้ง คนในครอบครัวต้องช่วยกันใช้สติตัดสินปัญหา อย่าใช้ความรุนแรง

ล่าสุด พ.ต.อ.ต่อศักดิ์ อรัณยกานนท์ ผกก.สภ.เมืองนครพนม ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของคดี ว่า ล่าสุดทางตำรวจได้มีการตรวจสอบที่เกิดเหตุเพื่อรวบรวมพยานหลักฐาน พร้อมเสนอศาลจังหวัดนครพนมอนุมัติออกหมายจับผู้ก่อเหตุแล้ว คือ นายอุเทน ธงศรีอายุ 26 ปี เมื่อวันที่ 26 พ.ย.ที่ผ่านมา ในข้อหาฐานความผิด พยายามฆ่า แต่ยังรอการควบคุมตัวมาสอบสวน นำตัวไปฝากขังดำเนินคดี แต่ยังรอขั้นตอนการตรวจรักษาของแพทย์ว่ามีความปลอดภัยก่อนที่จะนำตัวมาดำเนินคดี ซึ่งทางตำรวจยืนยันจะมีการดำเนินคดีตรงไปตรงมา และให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย

บึ้ม !!! รางรถไฟ สุไหงปาดี พังเสียหาย กระทบ 14 ขบวน

บึ้ม !!!

คนร้ายลอบวางระเบิดรางรถไฟที่สุไหงปาดี จ.นราธิวาส ได้รับความเสียหาย กระทบ 14 ขบวน ทั้งขาขึ้น-ขาล่อง นายสถานีรถไฟตันหยงมัส ประกาศเตือนผู้โดยสารเปลี่ยนสถานี

พังเสียหาย กระทบ 14 ขบวน ขาขึ้น-ขาล่อง

บึ้ม

27 พ.ย. 62 เจ้าหน้าที่ได้รับแจ้งจาก กองร้อย ฉก.ทพ.4812 ว่ามีเหตุระเบิดรางรถไฟบริเวณบ้านโต๊ะเด็ง – บ้านไอร์บาตู อ.สุไหงปาดี จ.นราธิวาส เบื้องต้นรางรถไฟจำนวน 2 เส้นขาด โดยขณะนี้รถไฟขบวนท้องถิ่นที่ 448 สุไหงโก-ลก-สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นขาขึ้นต้องหยุดชะงักอยู่ที่สถานีรถไฟสุไหงปาดี เพื่อรอให้เจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์พื้นที่ รวมทั้งทำการซ่อมแซมรางรถไฟ ซึ่งเหตุระเบิดในครั้งนี้ไม่มีผู้ใดได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตแต่อย่างใด

นายมูฮัมหมัด ดือเลาะ รักษาราชการแทนนายสถานีรถไฟ ตันหยงมัส ได้ทำการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนที่จะใช้บริการรถไฟต้องเปลี่ยนไปใช้การเดินทางด้วยยานพาหนะอื่นเป็นการชั่วคราว เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นตอนนี้ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าทำการเคลียร์เส้นทางก่อนเพื่อความปลอดภัยของขบวนรถไฟทั้ง 14 ขบวนทั้งขึ้น-ล่อง อีกทั้งเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้ที่จะใช้บริการของการรถไฟ

หนุ่มซิ่งมินิไบค์ ชนขอบสะพาน สูง 5 ม. แหลมฉบัง เผย ดับเป็นรายที่ 3

ชนขอบสะพาน แหลมฉบัง เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง

หนุ่มวัยเบญจเพส ซิ่งจักรยานยนต์ชนขอบสะพานกลับรถสูง 5 เมตร หลักกิโลเมตรที่ 2/600 ขาเข้าแหลมฉบัง สังเวยชีวิตเป็นศพที่ 3 เนื่องจากไม่มีที่กั้นอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ดีพอ และมักเกิดอุบัติเหตุ
บ่อยครั้ง

หนุ่มซิ่งมินิไบค์ ชนขอบสะพาน แหลมฉบัง เผย ดับเป็นรายที่ 3

แหลมฉบัง

เมื่อเวลา 04.30 น. วันที่ 26 พ.ย.62 ร.ต.อ.อัสวิน จันโท รอง สว.สอบสวน สภ.หนองขาม ได้รับแจ้งว่าเกิดเหตุรถจักรยานยนต์ชนขอบสะพานกลับรถ สูง 5 เมตร ตกลงมากระแทกเสียชีวิตคาที่ เหตุเกิดบริเวณสะพานเกือกม้าบ่อยาง หลักกิโลเมตรที่ 2/600 ขาเข้าแหลมฉบัง ม.5 ต.หนองขาม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี จึงรีบรุดไปตรวจสอบ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยสว่างประทีปศรีราชา

ที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์มินิไบค์ ยี่ห้อ GPX Legend รุ่น Gentleman สีเทา-ดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พลิกคว่ำอยู่บนสะพานกลับรถด้านล่างกลางถนน พบผู้บาดเจ็บ 1 คน คือ นายภูวนาถ โสภาพุฒ
อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 128 ม.3 ต.โพนครก อ.ท่าตูม จ.สุรินทร์ อยู่ในสภาพนอนหงาย ที่ศีรษะมีบาดแผลฉกรรจ์ เลือดไหลนองพื้นจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จึงได้รีบปิดช่องทางการจราจร พร้อมกับทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้น แต่เนื่องจากผู้บาดเจ็บทนพิษบาดแผลไม่ไหว เสียชีวิตในเวลาต่อมาในที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวนผู้เห็นเหตุการณ์ได้ให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า นายภูวนาถ ได้ขับรถขึ้นมาบนสะพานกลับรถด้วยความเร็ว ก่อนจะเสียหลักพุ่งชนขอบสะพานจึงทำให้ตัวกระเด็นจากรถแล้วตกสะพานที่มีความสูง 5 เมตรจนได้รับบาดเจ็บก่อนจะเสียชีวิตลง สำหรับสะพานกลับรถจุดดังกล่าวได้เกิดอุบัติบ่อยครั้งและมีผู้เสียชีวิตรายนี้ถือว่าเป็นรายที่ 3 แล้ว สาเหตุจากไม่มีที่กั้นอุปกรณ์ป้องกันอันตรายที่ดีพอ จึงอยากฝากถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบรีบเร่งดำเนินแก้ไข เพื่อป้องกันการเกิดเหตุจนทำให้ผู้ใช้รถใช้ถนนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตได้

เบื้องต้นตำรวจอยู่ระหว่างตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และมอบหมายให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยนำร่างผู้เสียชีวิตส่งไปชันสูตรที่โรงพยาบาลแหลมฉบัง ก่อนประสานญาติให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามประเพณีทางศาสนาต่อไป

ดีอาร์คองโก

ดีอาร์คองโก เครื่องบินโดยสารขนาดเล็ก ตกใส่บ้านเรือน ปชช. ตายยกลำ

ดีอาร์คองโก ตกตายยกลำ

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กตกใส่บ้านเรือนของประชาชนในคองโก เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้โดยสารทั้งหมดเสียชีวิต รวม 27 ราย

ดีอาร์คองโกตกใส่บ้านเรือน ปชช. ตายยกลำ ในคองโก

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กของสายการบิน บิสซี บี (Busy Bee) ประสบเหตุตกลงไปในเขตชุมชนในเมือง โกม่า ทางภาคตะวันออกของ สาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก เมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมาทำให้ผู้ที่อยู่บนเครื่องบินเสียชีวิตทั้งหมด รวมทั้งประชาชนที่อยู่บนพื้น รวม 27 ราย

ดีอาร์คองโก

เครื่องบินโดยสารขนาดเล็กรุ่น ดอร์เนียร์ 228-200 สายการบินบิสซี บี ของประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก (ดีอาร์คองโก) ที่บรรทุกผู้โดยสาร 17 คน และ ลูกเรือ 2 คน ตกลงในย่านชุมชน หลังบินขึ้นจากสนามบินเมืองโกม่า จังหวัดคิวูเหนือ เมื่อเวลาประมาณ 9.00 น. ของวันอาทิตย์ โดยเกิดเหตุหลังบินขึ้นจากสนามบินได้เพียงไม่กี่นาที

เบื้องต้นยังไม่ทราบสาเหตุของการตกครั้งนี้ ส่วนทีมเจ้าหน้าที่กู้ภัย พบร่างผู้เสียชีวิตบริเวณเครื่องบินตกแล้วทั้งหมด 27 ราย

ทั้งนี้ มีรายงานว่า อุบัติเหตุทางอากาศเกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยในดีอาร์คองโก ส่วนใหญ่เกิดจากมาตรฐานความปลอดภัยต่ำ และ เครื่องบินขาดการซ่อมบำรุงที่ดีพอ มีข้อมูลว่าสายการบินพาณิชย์ทุกสายในดีอาร์คองโก ไม่ได้รับอนุญาตให้บินเข้าในเขต 28 ประเทศสหภาพยุโรป (อียู)

กินหมูสะเต๊ะ ได้เพียงแค่ครึ่งไม้ ดับคาโต๊ะ ยังไม่ว่าชัด ติดคอหรือหัวใจวาย

ดับคาโต๊ะ

พนักงานขับรถโรงแรม กินหมูสะเต๊ะหมดสติสิ้นใจปริศนาคาโต๊ะ ภายในร้านก๋วยเตี๋ยวปลาแห่งหนึ่งในพื้นที่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ของแพทย์ ยังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า อาหารติดหลอดลม หรือหัวใจวาย

กินหมูสะเต๊ะ ดับคาโต๊ะ ไม่ชัดว่า ติดคอหรือหัวใจวาย

ดับคาโต๊ะ

วันที่ 23 พ.ย.62 ร.ต.อ.ภัคภณ ธนินญานธร รองสว.(สอบสวน) สภ.นาจอมเทียน รับแจ้งเหตุมีผู้หมดสติภายในร้านก๋วยเตี๋ยวปลาแห่งหนึ่ง ริมถนนสุขุมวิท ม.4 ต.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี จึงพร้อมด้วย หน่วยกู้ชีพ โรงพยาบาลวัดญาณสังวรารามวรวิหารฯ รุดตรวจสอบ

ที่เกิดเหตุพบลูกค้ากำลังแตกตื่นมุงดูร่าง นายประเสริฐ แจ่มมณี อายุ 56 ปี พนักงานขับรถโรงแรมแห่งหนึ่ง สภาพหมดสติไม่มีการตอบสนอง เจ้าหน้าที่ได้ทำการปั้มหัวใจยื้อชีวิต ก่อนเร่งนำตัวส่งรักษายังห้องฉุกเฉิน โรงพยาบาลฯ แต่แพทย์สุดยื้อเสียชีวิตในเวลาต่อมา

ร.ต.อ.ภัคภณ เปิดเผยว่า จากการสอบถาม ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายได้เข้ามานั่งสั่งอาหารกินภายในร้าน พร้อมกับเพื่อนรวม 4 คน ซึ่งผู้ตายได้กินหมูสะเต๊ะเข้าไปเพียงครึ่งไม้ ก็มีอาการหมดสติ หน้าฟุบแน่นิ่งไปกับโต๊ะ เพื่อนที่นั่งด้วยกันจึงเข้ามาช่วยเหลือปฐมพยาบาล ก่อนโทรแจ้งแพทย์มาทำการช่วยเหลือ ส่วนสาเหตุยังไม่ชี้ชัดว่า เกิดจากอาหารติดหลอดลม หรือหัวใจวายเฉียบพลัน ต้องรอผลผ่าพิสูจน์ของแพทย์ จึงจะสามารถทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัด

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

คุมตัวพ่อตา-ลูกเขย ฝากขัง คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย ตร.ค้านประกัน เชียงใหม่

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ตร.เชียงใหม่ คุมตัวฝากขัง พ่อตาลูกเขย 2 ผู้ต้องหาร่วมกันฆ่าอดีตภรรยาตนเอง พร้อมคัดค้านการประกันตัว ด้านพ่อตาหอบสังขารขึ้นโรงพักเยี่ยมลูกเขย หลานเขย ไม่เชื่อจะลงมือฆ่าลูกสาวตัวเองได้

คุมตัวพ่อตา-ลูกเขย ฝากขัง คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรหนองตอง อำเภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับตำรวจกองกำกับการสืบสวนตำรวจภูธรภาค 5 นำหมายศาลจังหวัดเชียงใหม่เข้าจับกุมตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี ขณะที่ขี่รถจักรยานยนต์ต้มไก่จะไปชนที่บ่อนไก่ และจับนางสาวพัชรินทร์ อินต้อ อายุ 39 ปี (บุตรสาว) และนายทศพร แก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) โดยจับกุมตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยนายอุดมโดนข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ส่วนบุตรสาวและบุตรเขย ถูกดำเนินคดีในฐานความผิดแจ้งความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานซึ่งผู้อื่นหรือประชาชนเสียหายและแจ้งให้เจ้าพนักงานกระทำการตามที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสาร ส่วนนายทศพร โดนข้อหา ช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำความผิดเพื่อให้พ้นการจับกุมของเจ้าหน้าที่

ทางพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรหนองตองเชียงใหม่ ได้คุมตัวนายอุดม อินต้อ อายุ 65 ปี (พ่อตา) และนายทศพรแก้วน้อย อายุ 41 ปี (ลูกเขย) ออกจากห้องควบคุม เพื่อนำตัวไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ในระหว่างที่ตำรวจกำลังจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้มี นายคำ อินสรรค์ อายุ 84 ปี ซึ่งเป็นพ่อตาของนายอุดม ผู้ต้องหา และเป็นพ่อของ นางสมบุญ อินสรรค์ อายุ 62 ปี ผู้ตาย เดินทางมาเยี่ยมลูกเขยและหลานเขยที่สถานีตำรวจภูธรหนองตอง ซึ่งเป็นช่วงที่ทางตำรวจกำลังจับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองไปขออนุญาตฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่ โดยทางนายอุดมและนายทศพร ซึ่งเป็นลูกเขยและหลานเขยต่างเข้ามาจับมือพ่อตาและยืนยันในความบริสุทธิ์ใจว่าไม่ได้เป็นคนก่อเหตุลงมือฆ่าอดีตภรรยาตัวเองในครั้งนี้

นายทศพร ลูกเขย กล่าวกับผู้สื่อข่าวสั้นๆ ในระหว่างคุมตัวขึ้นรถว่าตนมั่นใจในความบริสุทธิ์ใจ ว่าไม่ได้มีส่วน
รู้เห็นในคดีนี้และคำให้การในสำนวนที่เคยให้การไปนั้นผิดเพี้ยนไปหมด

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ขณะที่ นายอุดม ผู้ต้องหาอีกคน ก็กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่าตนบริสุทธิ์ล้านเปอร์เซ็นต์ ยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนลงมือฆ่าอดีตภรรยาอย่างแน่นอน ใครทำกรรมอะไรไว้คนนั้นก็ต้องรับกรรมนั้นไป ตนเชื่อว่าบาปกรรมมีจริง สำหรับคนที่กระทำกับตนเอง

หลังจากนั้นทางพนักงานสอบสวนได้คุมตัวผู้ต้องหาทั้งสองคนขึ้นรถ เพื่อนำตัวไปฝากขังต่อศาลจังหวัดเชียงใหม่โดยคัดค้านการยื่นประกันตัว โดยมีคำร้องแนบท้าย เนื่องจากเกรงว่าผู้ต้องหาทั้งสองจะเข้ามายุ่งเหยิง หรือข่มขู่พยานที่เกี่ยวข้องในคดีนี้

คดีร่วมฆ่าอดีตเมีย

ส่วน นายคำ อินสสรค์ พ่อตาของนายอุดม กล่าวว่า มาจนถึงขณะนี้ตนยังเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจว่าลูกเขยและหลานเขยไม่ใช่เป็นคนร้ายที่ลงมือฆ่า ลูกสาวของตัวเอง เนื่องจากตนกับลูกเขย ได้อยู่ด้วยกันมานานจนรู้นิสัยใจคอว่าลูกเขยไม่น่าจะร้ายที่มาฆ่าอดีตภรรยาของตนเอง ซึ่งนางสาวพัชรินทร์ ซึ่งเป็นลูกสาวของนายอุดม 1 ใน 3 ที่ถูกจับก็มายืนยันกับตนตลอดว่าพ่อของตนนั้นบริสุทธิ์ 100% ไม่ใช่คนร้ายในคดีนี้ ตนจึงเชื่อว่า บุคคลทั้ง 3 ที่ถูก ตำรวจจับกุมมาดำเนินคดีนั้นไม่น่าจะเป็นผู้ที่ก่อเหตุฆ่าลูกสาวตน

ไอ้เอ็ม

ไอ้เอ็ม ยิงแม่ยายดับ ชาวบ้านวิจารณ์ โหดแบบนี้ต้องประหาร

ชาวบ้านรุมวิจารณ์ ไอ้เอ็ม ยิงแม่ยายตาย และน้องแม่ยายอาการสาหัส บอกโหดแบบนี้ต้องประหาร

ไอ้เอ็ม

จากกรณีที่ “นายเอ็ม” นายสมรักษ์ มั่นทับ อายุ 30 ปี อดีตลูกเขย ก่อเหตุยิงอดีตแม่ยาย คือ นางบังเอิญ ทองมี อายุ 52 ปี อาการสาหัส และยิงนางนาฏญา ทัตทอง อายุ 48 ปี น้องของนางบังเอิญ ตามที่ได้รายงานข่าวไปก่อนหน้านี้

ยิงแม่ยายดับ

ล่าสุด เมื่อวันที่ 22 พ.ย. 62 พ.ต.ท.วัฒนา เกิดศิริ รองผู้กำกับการ ฝ่ายสอบสวน สภ.หันคา เปิดเผยว่า เบื้องต้นเอ็ม ให้การยอมรับว่าลงมือยิงแม่ยาย และน้องเมียจริง โดยยืนยันว่าลงมือคนเดียว ไม่มีใครขับรถจักรยานยนต์พาหลบหนีตามที่เป็นข่าวก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม นายเอ็มก็ยังไม่ได้ให้รายละเอียดในเหตุจูงใจต่างๆ ซึ่งในวันนี้จะทำการสอบสวน เพื่อเร่งทำหนังสือคำร้องฝากขังต่อศาลจังหวัดชัยนาท ซึ่งคาดว่าหากวันนี้คำร้องไม่เสร็จสมบูรณ์ก็อาจจะต้องส่งฝากขังวันนี้

ขณะเดียวกัน เมื่อชาวบ้านทราบว่า นายเอ็ม คนร้ายเข้ามอบตัวแล้ว ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ โดยแตกออกเป็น 2 ฝ่ายคือฝ่ายหนึ่งก็อยากให้รับโทษประหารชีวิตไปเลย เพราะเป็นเหตุการณ์สะเทือนขวัญ ไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ส่วนอีกกลุ่มก็อยากให้ดูที่สาเหตุว่าอะไรที่ไปทำให้คนร้ายตัดสินใจก่อเหตุ อาจจะมีอะไรลึกๆ หนักๆ ที่สังคมยังไม่รู้ก็ได้

คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

ศาลอุทธรณ์เพิ่มโทษ อีกจำคุกจริง 50 ปี ป๋านัส-ป๋าต้น คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

ศาลอุทธรณ์พิพากษาเพิ่มโทษ ป๋านัส-ป๋าต้นเชียร์แขก แต่จำคุกจริง 50 ปี ใน คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย ซีเครท ชี้ เป็นการกระทำอุกอาจขัดต่อศีลธรรมอันดี รวมชดใช้สินไหมสาวเมียนมา 2 ราย 1.6 แสนบาท

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 19 พ.ย. ห้องพิจารณา 716 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีค้ามนุษย์สถานบริการอาบอบนวด “วิคตอเรีย ซีเครท” คดีหมายเลขดำ คม.24/2561 ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ 1 เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายมนัส หรือป๋านัส อ่วมทับ อายุ 49 ปี และนายสมชาย หรือป๋าต้น แสงอุดม อายุ 53 ปี ซึ่งเป็นพนักงานเชียร์แขก ในความผิดฐานร่วมกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อกระทำผิดฐานค้ามนุษย์เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบจากการค้าประเวณีโดยบังคับขู่เข็ญ, เป็นธุระจัดหา ชักพาไปหญิงสาวอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี เพื่อสนองความใคร่ผู้อื่น ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 และ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539, พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ.2522, พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541

เพิ่มโทษ อีกจำคุกจริง 50 ปี ป๋านัส-ป๋าต้น

คดีค้ามนุษย์วิคตอเรีย

คำฟ้องระบุว่า เมื่อเดือน ธ.ค. 60 จนถึง 12 ม.ค.61 จำเลยทั้ง 9 กับพวกสมคบกัน โดยตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานค้ามนุษย์ โดยตกลงวางแผนและแบ่งหน้าที่กันทำ เพื่อเป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือชักพาไป ผู้เสียหายเป็นหญิงสาวรวม 9 ราย ทั้งคนไทยและคนเมียนมา ที่อายุ 15 ปี แต่ไม่เกิน 18 ปี โดยร่วมกันให้ผู้เสียหายทำการค้าประเวณีที่สถานอาบอบนวด วิคตอเรีย ซีเครท ถนนพระรามเก้า แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง เพื่อให้ผู้เสียหายกระทำการค้าประเวณี ยอมรับการกระทำชำเรา หรือยอมรับการกระทำอื่นใดเพื่อสนองความใคร่หรือสำเร็จความใคร่ทางกามารมณ์ของผู้อื่น อันเป็นการสำส่อนประพฤติตนไม่สมควรเพื่อสินจ้างหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อที่จำเลยกับพวกจะได้แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีของผู้เสียหายที่เป็นเด็ก แม้ผู้เสียหายยินยอมก็ตาม

เดิมทั้งสองถูกฟ้องร่วมกับ “นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก แจ้งฉาย” อายุ 67 ปี ผู้จัดการสถานบริการอาบอบนวด กับพวกรวม 9 คน เมื่อเดือน เม.ย.61 แต่ชั้นพิจารณามีเฉพาะ นายมนัส หรือป๋านัส และนายสมชาย หรือป๋าต้น ให้การรับสารภาพตลอดข้อกล่าวหา ส่วน “นายศรัทธาธรรม หรือป๋าติ๊ก” ผู้จัดการสถานบริการ กับพวกจำเลยที่เหลืออีก 7 ราย ให้การปฏิเสธ ขอต่อสู้คดีจึงแยกสำนวนฟ้อง

โดยศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 24 ก.ย.61 เห็นว่า นายมนัส หรือป๋านัส และ นายสมชาย หรือป๋าต้น มีความผิดฐานเป็นผู้ดูแลกิจการค้าประเวณี และเป็นธุระจัดหาฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา (ป.อ.) มาตรา 282 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 283 ทวิ วรรคหนึ่ง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ.2539 มาตรา 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 11 วรรคสอง และฐานสมคบทำผิดค้ามนุษย์แสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีฯ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 มาตรา 6, 9 วรรคหนึ่ง วรรคสอง, 52 วรรคหนึ่ง วรรคสอง จำคุกคนละ 46 ปี โดยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุกไว้ 22 ปี 12 เดือน โดยคดีนี้ทั้งอัยการ โจทก์ และจำเลย ได้ยื่นอุทธรณ์

วันนี้ศาลได้เบิกตัวจำเลยทั้ง 2 มาจากเรือนจำพิเศษกุรงเทพฯ โดยศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์ตรวจสำนวนและประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า ในข้อหาที่ศาลชั้นต้นพิพากษาจำเลยทั้ง 2 ฐานเป็นผู้ดูแลหรือผู้จัดการกิจการ สถานค้าบริการประเวณีฯ ซึ่งมีบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จำคุก 2 ปี 6 เดือน นั้นความผิดในส่วนนี้คู่ความไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดีส่วนนี้จึงถึงที่สุดแล้ว

ส่วนที่จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ว่าคดีนี้เป็นคดีที่เกี่ยวพันคดีของนายศรัทธาธรรม แจ้งฉาย หรือป๋าติ๊ก ซึ่งเป็นผู้จัดการสถานบริการวิคตอเรีย ซีเครท กับพวกรวม 7 คน ที่พนักงานอัยการคดีค้ามนุษย์ได้ยื่นฟ้องและศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาเป็น คดีหมายเลขแดง คม. 53/2561 (คดีหมายเลขดำ คม. 26/2561) ที่เรียกว่าเหตุลักษณะคดี (เป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วมีผลถึงจำเลยคนอื่นด้วย) โดยเมื่อศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้ง 7 ในข้อหาสมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป กระทำความผิดค้ามนุษย์ด้วยการค้าประเวณี โดยลงโทษเฉพาะข้อหาเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ เพื่อสนองความใคร่และค้าประเวณี คดีของจำเลยทั้ง 2 จึงต้องยกฟ้องในข้อหาดังกล่าวด้วย

ศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่าการจะพิจารณาแล้วเห็นการจะพิจารณานั้นก็ต้องดูรูปเรื่องทั้งหมดซึ่ง คดีของจำเลยทั้ง 2 อัยการโจทก์ก็
ได้บรรยายพฤติการณ์ฟ้องและนำสืบพยานหลักฐานจนฟังได้ว่า ร่วมกันกระทำผิดฐานโดยสมคบตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ค้ามนุษย์
โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณีและเป็นธุระจัดหาบุคคลฯ สนองความใคร่ผู้อื่น และที่จำเลยทั้ง 2 อุทธรณ์ขอให้พิจารณาลงโทษสถานเบาหรือรอลงโทษนั้นศาลอุทธรณ์ฯ เห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยทั้ง 2 ที่โจทก์ฟ้องนั้นได้กระทำผิด
ต่อบุคคลจำนวนมาก ซึ่งเป็นการแสวงหาประโยชน์จากบุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปี จากการค้าประเวณีอีกทั้งยังเป็นการกระ
ทำที่อุกอาจ ขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน อุทธรณ์ของจำเลยทั้ง 2 จึงฟังไม่ขึ้น โดยอุทธรณ์ของอัยการโจทก์ฟังขึ้นบาง
ส่วน

ศาลอุทธรณ์แผนกคดีค้ามนุษย์จึงพิพากษาแก้เป็นว่า ให้เพิ่มโทษรายกระทงเป็น 2-10 ปี (จากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา กระ
ทงละ 2-5 ปี) โดยข้อหาที่โทษหนักที่สุด คือ สมคบกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปค้ามนุษย์โดยแสวงหาประโยชน์จากการค้าประเวณี
และเป็นธุระจัดหา บุคคลอายุ 15 แต่ไม่เกิน 18 ปีฯ จำคุก 7 กระทง กระทงละ 10 ปี เป็นจำคุก 70 ปี โดยรวมกับโทษ ฐานเป็น
ธุระจัดหาบุคคลให้ค้าประเวณีโดยขู่เข็ญฯ และข้อหาอื่นอีกหลายกระทง รวมจำคุก นายมนัส หรือป๋านัส และนายสมชาย หรือ
ป๋าต้น ทั้งสิ้น 120 ปี จำเลยรับสารภาพเหลือโทษจำคุก 60 ปี โดยรวมกับที่ศาลชั้นต้นลงโทษฐานเป็นผู้ดูแลสถานค้าประเวณีฯ
2 ปี 6 เดือน เป็นจำคุก 62 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงแล้วให้จำคุกสูงสุด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 เป็นจำคุกคนละ 50 ปี และพิพากษาให้จำเลยทั้ง 2 ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้กับผู้เสียหายสองรายสัญชาติเมียนมาคนละ 80,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับจากวันฟ้อง 21 เม.ย. 61 (เดินศาลชั้นต้นยกคำขอชดใช้ค่าสินไหมทดแทน) นอกจากที่ แก้ให้เป็นตามศาลชั้นต้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศภายหลังศาลอ่านคิดพิพากษาที่โทษสูงขึ้น นายมนัสถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ หน้าตาเคร่งเครียด ญาติๆ ต่างแสดงความเสียใจ หมดเรี่ยวแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ ป๋าติ๊ก ผู้จัดการสถานบริการนั้นได้ถูกยื่นฟ้อง 2 คดี ซึ่งศาลมีคำพิพากษาไปแล้วตั้งแต่ปี 2561 จำคุก
2 สำนวน เป็นเวลาทั้งสิ้น 18 ปี 16 เดือน โดยยกฟ้องในข้อหาสมคบค้ามนุษย์ฯ ซึ่งคดีอยู่ระหว่างอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์พร้อมกับจำเลยร่วมคนอื่นๆ

ส่วน นายกําพล วิระเทพสุภรณ์ หรือเสี่ยกำพล เจ้าของสถานบริการวิคตอเรียฯ ที่อัยการมีคำสั่งฟ้องว่าร่วมกระทำผิดด้วยนั้นปัจจุบันยังติดตามตัวมายื่นฟ้องไม่ได้ ซึ่งคาดว่าจะหลบหนีคดีโดยพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ขอศาลออกหมายจับไว้แล้ว ซึ่งมีอายุความติดตามตัวมาฟ้องคดีภายใน 20 ปี.…