นึกว่าสอยดาว

นึกว่าสอยดาว เฒ่าเด็ดเงินจากต้นเงินโบสถ์หลวงพ่อพระใสใส่กระเป๋าหน้าตาเฉย

นึกว่าสอยดาว ภาพจากกล้องวงจรปิดภายในพระอุโบสถวัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง อ.เมืองหนองคาย ที่ประดิษฐานหลวงพ่อพระใส

นึกว่าสอยดาว บันทึกภาพชายคนหนึ่งยืนอยู่ใกล้ต้นเงินที่ชาวพุทธจะนำเอาเงินมาร้อยเป็นสายห้อยติดกับต้นเงินเพื่อถวายทางวัด ปรากฏว่าชายคนดังกล่าวได้ดึงเอาเงินจากต้นเงินยัดใส่ในกระเป๋าตนเอง

นึกว่าสอยดาว

เหตุเกิดช่วงเวลาประมาณ 08.00 น. วันที่ 13 ธ.ค. 61 หลังเกิดเหตุ พ.ต.อ.เกษม มุทาพร ผกก.สภ.เมืองหนองคาย ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนออกติดตามจับกุม จนกระทั่งเวลาประมาณ 15.00 น. วันที่ 22 ธ.ค. 61 ชุดสืบสวนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ คือ นายสุทธิ อายุ 63 ปี โดยจับกุมได้ที่บ้านซึ่งนายสุทธิ ยอมรับสารภาพว่าเป็นคนขโมยเงินจากต้นเงินของวัดจริง

จากการสอบสวนนายสุทธิให้การว่า วันนั้นขึ้นไปบนพระอุโบสถเห็นต้นเงินตั้งอยู่จึงเดินเข้าไปดู และเห็นว่าสายร้อยเงินหลายสายไม่แน่นจึงไปจับดู แต่เหมือนมีอะไรดลใจให้ยัดเงินใส่กระเป๋าตัวเอง รวมเป็นเงิน 540 บาท พอได้เงินก็นำซื้อของและเติมน้ำมัน เหลือเงินอยู่ 400 บาท จึงคืนเงินของกลางให้กับตำรวจ เบื้องต้นเจ้าหน้าที่แจ้งข้อหาลักทรัพย์ในสถานที่บูชาสาธารณะ แล้วคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.เมืองหนองคาย ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เปิดยุทธการ

เปิดยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” จับเครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ

เปิดยุทธการ เจ้าหน้าที่ตำรวจปส. ปปส. ตำรวจ ทหาร สนธิกำลังกว่าร้อยนาย รวม 16 หน่วยงาน ออกกวาดล้างเครือข่ายยาเสพติดครั้งใหญ่

เปิดยุทธการ มีทั้งหมายจับไทย เมียนมา ตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายไอซ์ข้ามชาติ เชื่อมโยงเครือข่าย “เบนซ์ เรซซิ่ง” พบบ้านเครือข่ายในพื้นที่ 20 ไร่ เปิดธุรกิจค้าอัญมณีบังหน้า พบห้องลับใต้ดิน ยึดทรัพย์ 300 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.ชินภัทร สารสิน ผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (ผบช.ปส.), พล.ต.ต.วัชระ ทิพย์มงคล ผบก.ปส.3 ได้สนธิกำลังเจ้าหน้าที่ป้องกัน และปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) เจ้าหน้าที่ป้องกัน

เปิดยุทธการ

และปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ฝ่ายปกครอง และทหาร ฉก.ร.14 กกล.นเรศวร รวม 16 หน่วยงาน ออกปฏิบัติภารกิจปิดล้อม/ตรวจค้น ตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายค้าไอซ์ข้ามชาติ และอายัดทรัพย์สินที่ได้มาจากการค้ายาเสพติด 25 จุด ใน จ.ตาก และอีกหลายจุดใน กทม. ลพบุรี เชียงใหม่ และเชียงราย โดยมีหมายจับของทางการประเทศเมียนมารวมอยู่ด้วย

ซึ่งก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานขอออกหมายจับในคดีฟอกเงิน สมคบกันค้ายาเสพติด รวม 3 ราย ประกอบด้วย นายสือ หรือ อาสือ ทรงกิตติกุล อายุ 48 ปี ชาวเมียนมาถือพาสปอร์ต 2 สัญชาติ มีที่อยู่ในไทย บ้านเลขที่ 205 ม.9 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก, นายประพัฒน์ แซ่ต๋วง อายุ 27 ปี และนางนาทอ

ยอดมหาวัน แม่ยาย ผู้ร่วมขบวนการค้ายาไอซ์ข้ามชาติรายสำคัญ ที่มีเครือข่ายเชื่อมโยง นายอัครกิตต์ วรโรจน์เจริญเดช หรือ เบนซ์ เรซซิ่ง อดีตสามีนางเอกดัง จึงเป็นที่มาของการปฎิบัติการปิดล้อมตรวจค้นตามแผนยุทธการ “ขุดทรัพย์มังกรจาง” เครือข่ายไอซ์ ข้ามชาติ

สำหรับผลการตรวจค้น เจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัวผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย คือ นายประพัฒน์ แซ่ต๋วง และนางนาทอ ยอดมหาวรรณ แม่ยาย ได้ที่บ้าน 105/2 ถนนสองแคว ต.แม่สอด อ.แม่สอด ส่วนนายอาสือ ตัวการใหญ่เจ้าของฉายา “มังกรจาง” ไหวตัวหลบหนีก่อนหน้านี้

เจ้าหน้าที่จึงเข้าอายัดทรัพย์สินเป็นบริษัท เซาท์เทิร์น ครอส กรุ๊ป จำกัด เลขที่ 200 ม.2 ต.แม่กาษา อ.แม่สอด จ.ตาก บนเนื้อที่ 22 ไร่ สร้างขึ้นเตรียมทำธุรกิจค้าพลอย และอัญมณีบังหน้าฉาก

โดยยึดอายัดทรัพย์ได้กว่า 150 ล้านบาท และพบห้องลับ ที่ห้ามคนภายนอก หรือ แม้แต่คนเฝ้าที่สนิทไม่ได้ถือกุญแจ และเข้าไปในห้องไม่ได้ เจ้าหน้าที่จึงต้องใช้เหล็กงัดประตูกระจกเข้าไป พบน้ำยา และสารเคมี ที่คาดว่า ใช้ผลิตยาไอซ์ได้

นอกจากนี้ ภายในบริษัทยังทำห้องลับอยู่ใต้ดินเป็นทางเดินยาวกว่า 100 เมตร ลักษณะเป็นอุโมงค์ไปทะลุอีกจุดด้านหลังไว้สำหรับหลบหนี หากเกิดกรณีฉุกเฉินถูกจู่โจมจับกุม

ส่วนทรัพย์สินที่ยึดได้คือ รถยนต์ จำนวน 6 คัน, รถจักรยายนต์ 3 คัน, บ้าน 7 หลัง, โรงงาน 2 โรงงาน, ที่ดิน 3 แปลง, บัญชีเงินฝาก จำนวน 38 บัญชี, ถือหุ้นบริษัท 2 บริษัท จำนวน 40,010 หุ้น, อาวุธปืน 1 กระบอก และยาบ้า 180 เม็ด รวมราคาประเมินทรัพย์สิน 300 ล้านบาท

นอกจากนี้ มีข้อมูลว่า นายสือ หรือฉายา “มังกรจาง” เป็น 1 ในผู้ต้องหา ที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มขบวนการผู้ค้ายาเสพติดในพื้นที่ทางการประเทศเมียนมา จากการขยายผลการจับกุม และตรวจยึดทรัพย์ ที่คาดว่า จะเป็นการฟอกเงิน ที่ได้จากการค้ายาเสพติด หลังจากที่ ปปส.เมียนมา ได้จับกุมผู้ต้องหาชาย จำนวน 2 คน พร้อมตรวจยึดยาไอซ์ 1,700 กก. ในพื้นที่ย่างกุ้ง เมื่อ 17 พ.ย. 59 แล้วผู้ต้องหาให้การซัดทอดมายังกลุ่มนายสือ

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ! ฆ่าปาดคอครูสอนศิลปะปมหึงหวง หลังหนีคดีนาน 7 ปี

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ตำรวจบุกรวบฆาตกรโหด ก่อเหตุฆ่าเปลือยปาดคอครูสอนศิลปะแฟนสาวคาห้องพักรีสอร์ต ใน จ.สงขลา หลังหลบหนีคดีนานกว่า 7 ปี

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเที่ยงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา นำโดย พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา ควบคุมตัว นายเสฏฐวุฒิ หรือ โต้ อายุ 31 ปี จากกรุงเทพฯ เดินทางด้วยเครื่องบิน มาดำเนินคดีที่ สภ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

รวบเทรนเนอร์ฟิตเนส

โดยเป็นผู้ต้องหาที่ก่อเหตุฆ่าเปลือยแฟนสาว อดีตครูอนุบาลจนเสียชีวิต โดยใช้มีดปาดคอและกระหน่ำแทงจนพรุนทั้งร่าง คาห้องพักรีสอร์ตย่านถนนราษฎร์อุทิศ ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2554 และหลบหนีคดีนานกว่า 7 ปี

ก่อนถูก พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผกก.สส.ภ.จว.สงขลา และ พ.ต.ท.กรพัฒนพงศ์ ศรีพิณเพราะ รองผู้กำกับการ 2 กองบังคับการปราบปราม นำกำลังติดตามจับกุมตัวได้เมื่อคืนนี้ ที่คอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งย่านเมืองทองธานี กรุงเทพฯ

จากการสอบสวน นายเสฏฐวุฒิ ยอมรับสารภาพแต่โดยดี โดยสาเหตุมาจากความหึงหวงที่แฟนสาวบอกเลิก เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหาฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา ทั้งนี้ หลังก่อเหตุ นายเสฎฐวุฒิ ได้หลบหนีหมายจับออกจากพื้นที่ อ.หาดใหญ่ ไปเป็นเทรนเนอร์ฟิตเนสที่กรุงเทพฯ รวมทั้งรับงานเดินแบบโชว์เรือนร่างตามบาร์เกย์

พ.ต.อ.ศักดา เจริญกุล ผู้กำกับการสืบสวนตำรวจภูธร จ.สงขลา เปิดเผยว่า คดีนี้ตำรวจพยายามสืบหาเบาะแสของคนร้ายมาตลอด และแม่ของผู้ตายได้โทรศัพท์มาถามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่องเกือบทุกเดือนตลอดเวลากว่า 7 ปี เพราะต้องการให้คนร้ายมารับโทษที่ก่อไว้ กระทั่งสืบทราบว่าได้หนีไปกบดานที่กรุงเทพฯ และทราบเป้าหมายชัดเจน จึงร่วมกับตำรวจกองปราบได้ในที่สุด

สำหรับคดีดังกล่าว เคยเป็นข่าวดังเมื่อปี 2554 โดยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 26 กรกฎาคม ปี 2554 ตำรวจได้รับแจ้งพบศพหญิงสาวถูกฆาตกรรมในห้องพักของรีสอร์ตแห่งหนึ่ง ย่านถนนราษฎร์ยินดี อ.หาดใหญ่

หลังจากไปตรวจสอบพบว่าผู้เสียชีวิต คือ น.ส.สุนิชา อายุ 27 ปี อดีตครูอนุบาลโรงเรียนแห่งหนึ่งใน อ.หาดใหญ่ แต่ได้ลาออกมาเปิดสอนศิลปะให้กับเด็กๆ ที่บ้านพัก นอนเสียชีวิตอยู่ภายในห้องน้ำ

สภาพร่างกายเปลือยเปล่า มีเพียงผ้าขนหนูคลุมเฉพาะร่างกายท่อนบน ที่ลำคอถูกเชือดด้วยมีด และตามลำตัวถูกแทงอีกหลายแผล โดยพบรถเก๋ง BMW สีดำ ซีรี่ 3 รุ่น 318i ทะเบียน ษศ 4144 กรุงเทพฯ ที่ผู้ตายขับมาจอดอยู่ริมถนนหน้ารีสอร์ต

หลังจากตำรวจสอบสวนพยานแวดล้อมก็ทราบว่า คนร้ายคือ นายเสฎฐวุฒิ ซึ่งเป็นแฟนหนุ่มที่คบหากันมา แต่ผู้ตายได้ขอเลิกเนื่องจากทนพฤติกรรมหึงหวงและอารมณ์รุนแรงไม่ไหว และในวันเกิดเหตุได้มาเปิดห้องพักเพื่อเคลียร์ปัญหา แต่สุดท้ายก็ถูกแฟนหนุ่มใช้มีดปาดคอและกระหน่ำแทงจนเสียชีวิตคาห้องพัก

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

แม่สะอื้น

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง ขณะกรีดยางหวังข่มขืน เสี่ยงแท้ง

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง จากกรณีสาวสวนยางวัย 23 ปี อาศัยอยู่ที่บ้านเขาติง ต.ลิพัง อ.ปะเหลียน จ.ตรัง รอดตายหลังถูกคนร้ายใช้ท่อนไม้ทุบต้นคอ

แม่สะอื้น ชายหื่นทุบหัวลูกสาวท้อง และพยายามข่มขืนขณะที่กำลังกรีดยาง กระทั่งเกิดภาวะแท้งคุกคาม ซึ่งครอบครัวเปิดเผยว่า แม้ว่าเหตุการณ์ผ่านมาแล้ว 1 เดือน แต่คนร้ายยังไม่ถูกดำเนินคดี ทำให้ต้องขวัญผวา ไม่กล้าออกไปทำงาน

แม่สะอื้น

ผู้เสียหาย เล่าว่า หลังจากเกิดเหตุ ตนรู้สึกเหมือนมีประจำเดือนตลอดเวลา โดยแพทย์ระบุว่ามีภาวะแท้งคุกคาม เด็กมีโอกาสรอด 50% เนื่องจากไม่ได้ยินเสียงหัวใจ แพทย์ยังระบุอีกว่า ไม่ให้ตนเดินทางหรือทำงานหนัก เนื่องจากยังตรวจพบว่ามีเลือดสีดำตกค้าง ซึ่งเกิดจากการทุบตี และวันที่ 24 ธ.ค. นี้ แพทย์นัดตรวจครรภ์อีกครั้ง

ตนเห็นว่าคนร้ายมีอิทธิพลมาก เพราะเห็นว่าเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวมาไม่ใส่กุญแจมือ และปล่อยตัวออกไปโดยไม่ต้องประกันตัว แม้ว่าผู้ต้องหาจะรับสารภาพในเวลาต่อมา แต่ตำรวจเมินเฉยและปล่อยตัวกลับบ้าน ตนเองจึงรู้สึกกลัว เพราะกระทั่งวันนี้ ก็ยังจำลักษณะรูปร่าง หรือการแต่งตัวของผู้ร้ายได้อย่างครบถ้วน

ด้าน แม่ของผู้เสียหาย อายุ 49 ปี กล่าวว่า ตนคาดว่ามีคนในพื้นที่ร่วมก่อเหตุในครั้งนี้ด้วย เจ้าหน้าที่ตำรวจสอบปากคำแล้วก็ปล่อยผู้ต้องหา ตนต้องการให้คนผิดได้รับกรรมบ้าง อีกทั้งหากคนร้ายยังลอยนวลอยู่ เกรงว่าจะไปก่อเหตุในลักษณะนี้กับผู้อื่นอีก

ขณะนี้ลูกสาวตนเปลี่ยนไปมาก ไม่เหมือนคนเดิม หลังจากเกิดเหตุก็กลายเป็นคนเงียบ ทำงานไม่ไหว ขวัญเสียและยังหวาดกลัว ทั้งยังหยุดกรีดยางมาตั้งแต่วันเกิดเหตุ ขณะนี้ที่บ้านจึงไม่มีรายได้ อีกทั้ง เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เคยโทรมาติดตามความคืบหน้าของคดี ทั้งที่ก่อนหน้านี้ได้รับปากว่า หากมีความคืบหน้าจะโทรศัพท์มาแจ้ง ส่วนกลุ่มคนร้ายคาดว่าย้ายไปอยู่ที่ จ.เชียงราย

หลังรู้ว่าลูกสาวถูกทำร้าย หัวใจของตนก็แทบสลาย ตนเลี้ยงดูลูกสาวมาอย่างดี ไม่เคยให้ลูกต้องเจ็บ จึงอยากฝากถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมือง ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ให้ช่วยดูแลคดีของลูกสาว เอาผิดคนร้ายให้ถึงที่สุด ตนมองว่าข้อหาทำร้ายร่างกายไม่เพียงพอ อยากให้เจ้าหน้าที่ลงโทษให้หนัก และไม่ต้องการให้คนชั่วต้องลอยนวล

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ไม่ได้นิ่งเฉยกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะตำรวจพยายามติดตามคนร้าย โดยสอบถามรูปพรรณจากผู้เสียหาย แต่เจ้าตัวไม่สามารถบอกได้ กระทั่งตำรวจไปติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุได้

ซึ่งผู้ก่อเหตุยอมรับสารภาพว่าตั้งใจจะข่มขืน แต่ผู้เสียหายหนีไปได้ จึงยังไม่ได้ข่มขืน เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงไม่ได้แจ้งข้อหาข่มขืน ซึ่งระหว่างนี้อยู่ระหว่างการรอผลตรวจร่างกายของผู้เสียหายและผู้ก่อเหตุอีกครั้ง เพื่อดำเนินคดีต่อไป

นอกจากนี้ ตำรวจดำเนินคดีอย่างเป็นธรรม แต่ไม่ทราบว่าเหตุใดผู้เสียหายจึงมองว่าการทำงานของตำรวจล่าช้า ซึ่งตนยืนยันว่าได้ดำเนินการตามขั้นตอนแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

เมียสะอื้น

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว” ถูกยิงตายดับคาผับ แค่เต้นเหยียบเท้า

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว”  ร.ต.อ.จตุพล เทสิมทโชติ รอง สว.สส.สภ.แสนสุข ได้รับแจ้งว่า มีเหตุทะเลาะวิวาท

เมียสะอื้น แฉปม “เสี่ยเดี่ยว” ใช้อาวุธปืนยิงกันที่บริเวณสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ใน อ.บางแสน จ.ชลบุรี ซึ่งบริเวณลานจอดรถ พบนายวีรภัทร หรือ เสี่ยเดี่ยว ผักซิ่ง อายุ 33 ปี ถูกยิงด้วยอาวุธปืนเข้าที่บริเวณท้ายทอย กระสุนทะลุออกเบ้าตาซ้าย อาการสาหัส และเสียชีวิตในเวลาต่อมา

โดยมีนายภานุพันธ์ หรือ โน้ต อายุ 31 ปี ถูกยิงเข้าที่ชายโครง กระสุนฝังใน นอนหายใจรวยริน บาดเจ็บสาหัส ก่อนนำส่งโรงพยาบาล

เมียสะอื้น

วันที่ 14 ธ.ค. 61 นางสาวเสาวลักษณ์ อายุ 31 ปี ภรรยาของนายวีรภัทร นำศพของสามีตั้งบำเพ็ญกุศลยังศาลาธรรมสังเวชสาม วัดท้ายดอน พร้อมเปิดเผยว่า วันเกิดเหตุ สามีตนขออนุญาตไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อนที่สถานบันเทิงที่บางแสน

ต่อมา เวลาประมาณ 02.00 น. ตนโทรตามสามี บอกว่าให้กลับบ้านได้แล้ว แต่สามีบอกว่ากำลังจะกลับบ้าน และบ่นกับตนว่ามีเรื่องกับกลุ่มวัยรุ่น เรื่องท่าเต้น และเขม่นกัน และเกิดการชกต่อยกันในผับ

จากนั้น สามีตนกับกลุ่มเพื่อนออกจากสถานบันเทิง และเดินมาที่ลานจอดรถยนต์ จากนั้นคนร้ายซึ่งดักรออยู่ที่รถพร้อมอาวุธปืนสั้น จ่อยิงสามีตนที่เบ้าตาซ้ายจนทะลุท้ายทอย และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ส่วนเพื่อนอีกคนที่เข้าไปช่วย ก็โดนยิงที่ซี่โครงได้รับอาการบาดเจ็บสาหัส

ส่วนที่มีกระแสข่าวที่ออกมาว่า คนร้ายกับสามีตนมีปัญหาเรื่องชอบผู้หญิงคนเดียวกันนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจากสามีตนไม่เคยมีเรื่องผู้หญิง และมีลูกที่น่ารักอีก 2 คน รออยู่ที่บ้าน

ส่วนความคืบหน้าของคดีนั้น ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณลานจอดรถยนต์ ซึ่งสามารถจับภาพวินาทีเกิดเหตุไว้ได้อย่างชัดเจน และอยู่ในระหว่างตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดี

ด้าน นายณัฐชัย อายุ 26 ปี รุ่นน้องคนสนิทของผู้เสียชีวิต เผยความรู้สึกว่า ก่อนที่จะแต่งงานเสี่ยเดี่ยวเป็นคนไม่ดี และคนอารมณ์ร้อน แต่เมื่อมีครอบครัว ภรรยา และลูก 2 คน ก็กลับตัวเป็นคนดี ไม่เคยมีปัญหาทะเลาะวิวาทกับใคร ปกติเสี่ยเดี่ยวเป็นคนชอบดื่มสุรา และมักพูดคุยกับกลุ่มเพื่อนพี่น้องที่บ้านอยู่ประจำ และที่รักใคร่ของเพื่อนๆ

ทั้งนี้ ตนยืนยันว่าเรื่องที่เกิดขึ้น ไม่ใช่ปมชู้สาว แต่มีสาเหตุจากเรื่องเขม่น เพราะเต้นชนกันเหยียบเท้ากัน จนเกิดการวิวาทกัน ตนฝากถึงคนร้ายว่า ให้มามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ พุ่งชนท้ายกระบะ บีเอ็มดับเบิ้ลยูชนอัดซ้ำ พังเละ 3 คัน

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ อุบัติเหตุรุนแรงใกล้วัดบึงทองหลาง หนุ่มขับเก๋งคัมรี่ก้มหยิบโทรศัพท์มือถือ เงยหน้าขึ้นมาพุ่งชนท้ายกระบะ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ ก่อนแฉลบไปโดนรถบีเอ็มดับเบิ้ลยูซ้ำ พังยับเยินทั้ง 3 คัน ตำรวจเร่งตรวจวัดแอลกอฮอล์คนขับ เมื่อเวลา 04.00 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.อธิปัตย์ ไหมสุข รอง สว.(สอบสวน) สน.ลาดพร้าว รับแจ้งมีอุบัติเหตุรถยนต์ชนกันเสียหลักพลิกคว่ำ บริเวณถนนลาดพร้าว 101 แขวงคลองจั่น เขตบางกะปิ จึงเข้าตรวจสอบพร้อมประสานรถยกและมูลนิธิสยามร่วมใจ

เก๋งคัมรี่ก้มหยิบมือถือ

ที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากวัดบึงทองหลาง ประมาณ 200 เมตร เป็นถนน 4 เลนบริเวณกลางถนน พบรถยนต์โตโยต้า คัมรี่ สีดำ สภาพรถพลิกคว่ำหงายท้อง กระจกหน้ารถแตก โดยมี นายชัชชัย อายุ 33 ปี เป็นคนขับขี่ ยืนรอเจ้าหน้าที่อยู่ ใกล้กันพบรถยนต์บีเอ็มดับบลิว 330e สีขาว สภาพหน้ารถด้านซ้ายพังยับ มี นายเกรียงพล อายุ 28 ปีเป็นคนขับ

ส่วนในช่องจราจรเลนซ้ายสุด พบรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์ สีเทา-ดำ จอดอยู่ในสภาพถูกชนท้ายด้านขวา ทำให้ล้อดุ้งพังเสียหาย เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดหรือเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้

นายชัชชัย ให้การว่า ขณะที่ตนกำลังขับรถเพื่อกลับบ้าน ระหว่างที่ขับรถวิ่งผ่านวัดบึงทองหลาง ตนพยายามค้นหาโทรศัพท์มือถือที่อยู่ภายในรถ โดยช่วงที่ก้มหน้าและมือหยิบโทรศัพท์อยู่นั้น ทำให้รถพุ่งไปชนท้ายรถกระบะที่จอดอยู่ริมถนน

เป็นเหตุทำให้รถของตนเสียหลักพลิกตะแคงขวางอยู่กลางถนน เมื่อตนรู้สึกตัวจึงรีบออกมาจากรถทันที และในช่วงที่ตนยืนมึนงงอยู่ริมถนน อยู่ๆ ก็มีรถยนต์บีเอ็มดับบลิว สีขาว ขับวิ่งฝ่าเข้ามาพุ่งชนรถ ทำให้รถพลิกคว่ำหงายท้องดังกล่าวอีกคัน

ร.ต.อ.อธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากตรวจสอบที่เกิดเหตุไว้เป็นหลักฐานเรียบร้อยแล้ว จะนำตัวผู้ขับขี่ทั้ง 2 รายมาสอบสวนและตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ว่าเกินกว่ากฎหมายกำหนดหรือไม่ โดยเบื้องต้นแจ้งข้อหาขับรถโดยประมาททำให้ทรัพย์สินผู้อื่นเสียหาย

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ตม.คุมอดีตนักบอล

ตม.คุมอดีตนักบอล ทีมชาติบาห์เรนฝากขัง เตรียมส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ตม.คุมอดีตนักบอล ทีมชาติบาห์เรน ฝากขังศาลอาญา ก่อนทำเรื่องส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ใน 60 วัน ระบุ ไทย-บาเรนห์ ไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน

ตม.คุมอดีตนักบอล นายฮาคิม อัล อาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน อายุ 25 ปี ผู้ต้องหาตามหมายของตำรวจสากล หรือ อินเตอร์โพล ที่ออกตามคำร้องขอของทางการบาห์เรน มายังศาลอาญา ตามที่อัยการสำนักงานต่างประเทศได้ยื่นคำร้องขอให้ขังไว้ก่อนเป็นเวลา 60 วัน เพื่อรอการยื่นคำร้องขอส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน ตามคำร้องขอของรัฐบาลต่างประเทศ

ตม.คุมอดีตนักบอล

ซึ่งศาลต้องสอบถามนายฮาคิมว่าจะยินยอมหรือคัดค้านอย่างไร โดยจะนำตัวนายฮาคิมไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ

หลัง นายฮาคิม ถูกตำรวจจับกุมตัวได้ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ขณะเดินทางจากประเทศออสเตรเลียมาพักผ่อนที่ประเทศไทยพร้อมกับภรรยา นายฮาคิม กล่าวทันทีที่ลงจากรถควบคุมของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ว่า “ผมไม่ได้กระทำความผิด ช่วยหยุดพวกเขา อย่าให้ส่งผมไปบาห์เรน” ขณะที่ทนายความของนายฮาคิม จะดำเนินการยื่นคัดค้านการฝากขัง แต่หากศาลไม่อนุญาต จะยื่นขอประกันตัว

สำหรับนายฮาคิม ได้เปิดเผยกับฮิวแมนไรต์วอตช์ ว่าเขาถูกทางการบาห์เรนจับกุมและซ้อมทรมานในช่วงการลกฮือประท้วงอาหรับสปริงในตะวันออกกลางเมื่อปี 2555 ก่อนที่นายฮาคิม จะได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในประเทศออสเตรเลีย แต่สุดท้ายก็ถูกศาลบาห์เรนตัดสินลับหลังจำคุก 10 ปี กรณีสร้างความเสียหายให้สถานีตำรวจ ซึ่งนายฮาคิมปฏิเสธอ้างว่าตนเองแข่งฟุตบอลอยู่ที่ประเทศการ์ตาในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหาคดีดังกล่าว

นายชัชชม อรรฆภิญญ์ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ ได้อธิบายขั้นตอนการยื่นคำร้องขอให้ขังเพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนว่า กรณีของฮาคิม อัล อาไรบี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติบาห์เรน ผู้ต้องหาตามหมายจับ ตร.สากล ตามคำร้องขอของทางการบาห์เรน นั้น เมื่อเจ้าหน้าที่ ตรวจคนเข้าเมือง (ตม.)

ได้จับกุมตามหมายจับไว้แล้ว จึงส่งตัวมาที่ศาลเพื่อที่พนักงานอัยการสำนักงานต่างประเทศ จะต้องดำเนินการยื่นคำร้องขอให้ขังไว้ก่อนเป็นเวลา 60 วันตามกฎหมาย เพื่ออัยการจะดำเนินการยื่นคำร้องขอ ให้ส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนในลำดับต่อไปภายหลังที่จากทางการไทย ได้รับเอกสารคำร้องจากทางการบาห์เรนอย่างเป็นทางการแล้ว

อย่างไรก็ดีในชั้นนี้ หากนายฮาคิมแสดงความยินยอม ต่อศาลจะกลับไปต่อสู้คดีที่ประเทศบาห์เรนผู้ร้องขอ เช่นนี้ก็ไม่ต้องดำเนินคดีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนในไทยต่อไปแต่ศาลจะให้ขังไว้เพื่อรอการส่งตัวกลับไปดำเนินคดีที่ประเทศบาห์เรน โดยกระบวนทั้งการติดตามตัวและยื่นคำร้องขอให้ขังเพื่อส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน

ก็เป็นไปตามคำร้องขอ ของทางการบาห์เรน ซึ่งทั้ง 2 ประเทศเราไม่ได้มีสนธิสัญญาต่อกัน แต่เราก็ดำเนินการในลักษณะต่างตอบแทนกัน โดยกระบวนการร้องขอส่งผู้ร้ายข้ามแดนนั้นก็สามารถทำได้ทั้ง 2 รูปแบบ คือถ้ามีสนธิสัญญาต่อกันก็ปฏิบัติกันตามรูปแบบนั้น หรือดำเนินการตามรูปแบบลักษณะต่างตอบแทนกัน

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

ประกาศลั่น

ประกาศลั่น ไม่เคยกลัวคุก ชายขี้ยาบุกห้องสาวขอเงิน-เปลี่ยนใจปล้ำ

ประกาศลั่น ไม่เคยกลัวคุก มีเหตุหนุ่มบุกห้องสาวหวังข่มขืน แต่เกิดการต่อสู้ได้รับบาดเจ็บ

ประกาศลั่น ไม่เคยกลัวคุก จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้บาดเจ็บคือ นางสาวนาวรรณา อายุ 44 ปี มีบาดแผลตามร่างกาย เนื่องจากถูกคนร้ายชกต่อย และกระทืบหน้าอกหลายสิบครั้ง โดยเล่าว่า ขณะเกิดเหตุ เวลาประมาณ 04.00 น. ตนนอนหลับอยู่ในห้อง แต่เกิดสะดุ้งตกใจตื่น

เพราะได้ยินเสียงคล้ายคนเปิดประตูห้องและเปิดไฟ จากนั้นพบว่า ชายคนดังกล่าวชื่อ ต๋อย คนรู้จักกัน บุกเข้ามาในห้องโดยถือมีดปอกผลไม้เป็นอาวุธ ด้วยความกลัวตนจึงพูดจาดีด้วย โดยนายต๋อยบอกให้ตนนำเงินมาให้เพื่อจะไปซื้อยา ตนจึงรีบหยิบเงินให้ แต่ขณะกำลังหยิบกระเป๋าสตางค์ นายต๋องกลับบอกว่าไม่เอาเงินแล้ว แต่จะขอนอนกับตนแทน

ประกาศลั่น

จังหวะนั้น ตนผลักร่างนายต๋อยออก แต่คนร้ายไม่ยอม โดยใช้มืออุดปากและชกต่อยอย่างแรง เพื่อให้ตนยอม จากนั้นตนจึงยื้อแย่งมีดกับคนร้าย กระทั่งคนร้ายทำมีดหลุดมือ และเห็นท่าไม่ดี ตนจึงหนีออกจากห้องไป

ล่าสุด เจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานมาที่ห้องเช่า พบว่าห้องเช่าดังกล่าวมีสภาพค่อนข้างเปลี่ยว โดยมีพ่อของผู้เสียหาย อายุ 70 ปี แม่อายุ 60 ปี และหลานชาย มาอยู่ดูแลผู้เสียหาย

ด้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทราบชื่อผู้ต้องหาแล้ว คือ นายพิเชษฐ์ หรือ ต๋อย หลังก่อเหตุได้ประกาศบอกใครต่อใครว่า ไม่เคยกลัวคุก เพราะก่อนหน้านี้ เพิ่งพ้นโทษในคดียาเสพติด และมักมีอาการคลั่งยาบ่อยครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ทราบว่า หลังก่อเหตุผู้ต้องหาหลบหนีไปอยู่ที่ ต.โพธิ์งาม อ.ประจันตคาม จ.ปราจีนบุรี เจ้าหน้าที่จึงขอหมายจับเพื่อเร่งตามตัวแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

แจ้งข้อหาหนุ่มป.โทเจ้าของบ้าน หลังล็อกคอ “โจร” จนขาดใจตายคามือ

แจ้งข้อหาหนุ่มป.โทเจ้าของบ้าน เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ห้องสืบสวน สภ.เมืองนนทบุรี พ.ต.ท.สันติ ชูเชิด รองผกก.สส.สภ.เมืองนนทบุรี

แจ้งข้อหาหนุ่มป.โทเจ้าของบ้าน เผยความคืบหน้าคดีคนร้ายลักทรัพย์ในบ้านเรือนประชาชน และมีการต่อสู้กับเจ้าของบ้านจนคนร้ายเสียชีวิต เหตุเกิดในซอยงามวงศ์วาน 17 ต.บางเขน อ.เมือง จ.นนทบุรี เวลา 22.00 น. ของวันที่ 30 พ.ย.

แจ้งข้อหาหนุ่มป

โดยพ.ต.ท.สันติ กล่าวว่า จากการสืบสวนในที่เกิดเหตุพบโทรศัพท์มือถือของคนร้าย แต่ไม่สามารถใช้งานได้ จึงได้เปลี่ยนซิมโทรศัพท์ พบเบอร์โทรศัพท์ที่มีการติดต่อค้างไว้ จึงได้ประสานไปยังเจ้าของเบอร์ดังกล่าว พบว่าเป็นผู้หญิงรับสาย แต่หลังจากนั้นก็ไม่สามารถติดต่อได้อีก จึงได้นำเบอร์โทรศัพท์ของคนร้ายไปตรวจสอบชื่อเจ้าของ พบว่าเป็นภรรยาของคนร้าย

จากการพิสูจน์ทราบว่าคนร้ายน่าจะเป็นคน จ.ศรีสะเกษ ตอนนี้อยู่ระหว่างประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ จ.ศรีสะเกษ ให้ออกสืบสวนหาญาติอยู่ ด้านสาเหตุการเสียชีวิตนั้น จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุไม่พบร่องรอยเลือดในที่เกิดเหตุ ตามร่างกายไม่มีบาดแผลถูกทำร้าย มีเพียงศีรษะแตกเล็กน้อย

สอบสวน นายทรงวุฒิ อายุ 23 ปี นักศึกษาปริญญาโท เจ้าของบ้าน ระบุว่า มีการต่อสู้กัน และมีการใช้กระทะตีเพื่อป้องกันตัว แต่ไม่สามารถทำอะไรคนร้ายได้ จากนั้นได้มีการกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันอยู่พักใหญ่ เจ้าของบ้านได้ใช้แขนล็อกตัวคนร้ายไว้จนนิ่งไป เบื้องต้นแพทย์ชันสูตรว่าขาดอากาศหายใจ ซึ่งต้องรอผลการผ่าพิสูจน์อย่างละเอียดอีกครั้ง

หลังเกิดเหตุเจ้าของบ้านอยู่ในที่เกิดเหตุเพื่อรอให้ปากคำ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อกล่าวหากับเจ้าของบ้านว่า ทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย โดยหลังจากนี้จะเรียกมาสอบปากคำอย่างละเอียดอีกครั้ง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ช่างรับเหมา ผันตัวเป็นโจร ตระเวนขโมยอุปกรณ์ช่าง สารภาพอุปกรณ์ไม่พอใช้

ช่างรับเหมา ผันตัวเป็นโจร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรกุดรังจังหวัดมหาสารคาม

ช่างรับเหมา ผันตัวเป็นโจร นำทีมบุกรวบตัวนายพงษ์ศักดิ์ หรือเอก อายุ 55 ปี ขณะที่กำลังหาปลาอยู่ที่หนองน้ำข้างทาง พร้อมนำตรวจค้นที่บ้านพัก พบเครื่องมือช่างจำนวนมากจึงได้ตรวจยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบถามนายกำพล อายุ 33 ปี เบื้องต้นทราบว่า สืบเนื่องมาจากนายปรีชา อายุ 65 ปี บิดาของตน ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดมหาสารคามว่า มีคนร้ายได้เข้าไปขโมยทรัพย์สินจำนวน 6 รายการ

ช่างรับเหมา

ประกอบด้วยแท็บเล็ต, เลื่อยวงเดือนไฟฟ้า, สว่านไฟฟ้า, เครื่องไฟเบอร์ตัดเหล็ก, เครื่องเจีย และเงินสดจำนวนหนึ่ง เหตุเกิดที่เพิงพักคนงานก่อสร้างเขตบ้านโสกขุ่น ต.กุดรัง อ.กุดรัง จ.มหาสารคาม

ต่อมาตนได้ทำการตรวจสอบสัญญาณ GPS ของเครื่องแท็บเล็ตที่สูญหายไปพบว่ามีการเปิดใช้งานที่พื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดกาฬสินธุ์ เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรกูรัง จึงได้ประสานมายังชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรจังหวัดกาฬสินธุ์

โดยตรวจสอบสัญญาณของเครื่องแท็บเลตพบว่าอยู่ภายในรถยนต์กระบะยี่ห้อมิตซูบิชิรุ่นไทรตันสีดำ หมายเลขทะเบียน บย9906 กาฬสินธุ์ ซึ่งจอดอยู่ริมถนนสายกาฬสินธุ์-ร้อยเอ็ด

จึงได้เข้าตรวจสอบซึ่งพบนายพูนศักดิ์กำลังหาปลาอยู่หนองน้ำใกล้เคียงกับรถ จึงได้แสดงตัวขอค้นภายในรถ พบแท็บเลตอยู่ในช่องเก็บของข้างเบาะแค็บบริเวณด้านหลังคนขับ และพบกล่องพลาสติกสี่เหลี่ยมสีน้ำเงินวางอยู่ตรงกลางเบาะแค็บ

ภายในกล่องพบสว่านไฟฟ้าอยู่ภายในกล่อง จากนั้นเจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อกล่าวหาต่อนายพงษ์ศักดิ์ ซึ่งนายพงษ์ศักดิ์ได้ยอมรับโดยสมัครใจว่าได้ก่อเหตุลักขโมยอุปกรณ์ช่างมาจากบริเวณสถานที่ก่อสร้างบ้านโสกขุ่น อำเภอกุดรังจังหวัดมหาสารคามจริง

หลังจากนั้นชุดจับกุมจึงพาไปตรวจค้นที่บริเวณบ้านพร้อมยึดเอาทรัพย์สินอื่น ที่ซุกซ่อนไว้ที่บ้านพักและได้พบของกลางที่ซุกซ่อนอยู่ในบ้านพักจำนวนหลายรายการ จึงตรวจยึดไว้เป็นของกลางประกอบการสอบสวน

โดยผู้ต้องหาอ้างว่าสาเหตุที่ขโมยอุปกรณ์การช่างเนื่องจากตนเป็นช่างรับเหมาก่อสร้าง ช่วงนี้มีงานก่อสร้างเยอะหาอุปกรณ์ใช้งานไม่เพียงพอ จึงได้ก่อเหตุขโมยอุปกรณ์ช่างมาดังกล่าว

เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนฝากประชาสัมพันธ์ผู้ที่คิดว่าถูกหัวขโมยรายนี้เข้าขโมยทรัพย์สินภายในบ้านของตนเอง สามารถมาตรวจดูทรัพย์สินเครื่องมือต่างๆ ได้ที่สถานีตำรวจภูธรเมืองกาฬสินธุ์ได้ในเวลาราชการ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com