ตำรวจตามจับครบแก๊งแล้ว

ตำรวจตามจับครบแก๊งแล้ว คดีปล้นฆ่าปาดคอ “พันตำรวจตรี” เหตุเกิดปี 50

ตำรวจตามจับครบแก๊งแล้ว  จากกรณีกลุ่มคนร้ายจำนวน 4 คนร่วมกันฆ่า พ.ต.ต.วุฒิชัย จันทกาญจน์ อายุ 37 ปี พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาโดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดปาดคอ

ตำรวจตามจับครบแก๊งแล้ว(20 ต.ค.61) จากกรณีกลุ่มคนร้ายจำนวน 4 คนร่วมกันฆ่า พ.ต.ต.วุฒิชัย จันทกาญจน์ อายุ 37 ปี พนักงานสอบสวน สภ.ทุ่งตำเสา อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาโดยใช้อาวุธปืนยิงและใช้มีดปาดคอ และปล้นทรัพย์รถยนต์กระบะ อาวุธปืน และทรัพย์สินอื่นๆโดยเหตุเกิดในหมู่ 6 ต.โคกม่วง อ.เขาชัยสน จ.พัทลุง

จากนั้นกลุ่มคนร้ายได้นำศพไปทิ้งไว้ที่คูน้ำเพื่ออำพรางคดีบริเวณริมถนนสายโคกยา-เกาะทองสม หมู่ที่ 3 ต.เขาชัยสน อ.เขาชัยสน จ.พัทลุงโดยสภาพศพสวมเสื้อยืดสวมกางเกงขาสั้นมีรอยถูกปาดบริเวณลำคอเป็นแผลลึกหวิดขาด พบรอยกระสุนปืนบริเวณแก้มขวา 1 นัด โดยเหตุเกิดเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2550 นั้น

ตำรวจตามจับครบแก๊งแล้ว

ล่าสุด พล.ต.ต.ธรัฐชาถมปัด ผบก.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.อ.ตรีวิทย์ ศรีประภารอง ผบก.ภ.จว.พัทลุง พ.ต.อ.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง แถลงข่าวร่วมกันจับกุม นายคำแหง ขุนพรหม อายุ 35 ปี ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดพัทลุง ที่ จ.157/2550 ในฐานความผิดฐานปล้นทรัพย์ โดยมีอาวุธปืนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย โดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำความผิด

หรือเพื่อให้พ้นการจับกุมร่วมกันฆ่าผู้อื่น เพื่อสะดวกในการกระทำความผิดอื่น ร่วมกันย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย มีอาวุธปืนในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาตและไม่มีเหตุอันควร

ผู้ต้องหารายนี้ได้หนีไปกบดานในหลายพื้นที่ ล่าสุดผู้ต้องหารายนี้ได้หนีมากบดานในพื้นที่ ต.ตลาดใหญ่ อ.เมือง จ. จ.ภูเก็ต จนถูกเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดภูเก็ต

และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง ร่วมกันรวบตัวได้ในพื้นที่ เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2561 เวลาประมาณ 18.00 น.

สำหรับการล่าตัวผู้ต้องหา ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจภูธรจังหวัดพัทลุง สามารถจับกุมผู้ต้องหามาดำเนินคดีตามกฎหมายไปแล้ว จำนวน 3 คน ในส่วนของ นายคำแหงได้ปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา แต่ยอมรับว่าอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยแต่ไม่ได้ลงมือกระทำความผิด

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธรัฐชา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ภัทรวิชญ์ คีตโมทนียกุล ผกก.สส.ภ.จว.พัทลุง ยังได้แถลงข่าวการตรวจยึดอาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 2 กระบอก โดยยึดได้จากหมู่ 5 ต.พนางตุง อ.ควนขนุน จ.พัทลุงและตรวจยึดได้จากหมู่ 11 ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง ซึ่งหลังจากที่ พล.ต.ต.ธรัฐชา ถมปัด ผบก.ภ.จว.พัทลุง มารับตำแหน่งใหม่เมื่อต้นเดือนตุลาคม 2561 สามารถตรวจยึดอาวุธปืนสงครามได้ 4 กระบอก

ระเบิดขว้างแบบสังหาร 2 ลูกพร้อมอาวุธปืนขนาดต่างๆ และกระสุนอาวุธปืนสงคราม กระสุนปืนทั่วๆ ไปจำนวนหลายนัดแล้ว

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ชนสนั่นกลางสี่แยก-กระบะค่ายโทรศัพท์ดังประสานงากระบะตอนเดียว สังเวย 1 ศพ

ชนสนั่นกลางสี่แยก ( 20 ต.ค. 61 ) ร.ต.อ. ยม พรหมศาสตร์ พนักงานสอบสวน สภ.นิคมพัฒนา จ.ระยอง รับแจ้งจากศูนย์ วิทยุของมูลนิธิธรรมรัศมีมณีรัตน์ (กู้ภัยมังกร ระยอง) ว่า เกิดอุบัติเหตุ รถยนต์กระบะ ชนกับ รถยนต์กระบะ ที่บริเวณสี่แยก

ชนสนั่นกลางสี่แยก ที่เกิดเหตุ บริเวณ สี่แยก ซ12 สาย 11 พบรถยนต์กระบะ สีขาว ทะเบียน ฮว 496 กทม. ติด สติ๊กเกอร์ ข้างรถ ของค่ายโทรศัพท์มือถือค่ายหนึ่ง ตกลงไปข้างไหล่ทาง ตะแคงข้าง สภาพเสียหายหลายแห่ง

ชนสนั่นกลางสี่แยก

และใกล้ๆ กัน พบรถยนต์กระบะ มาสด้า สีบรอนซ์ทอง ตอนเดียว ทะเบียน บม2289 ระยอง ตกลงไปบริเวณไหล่ข้างทางเช่นกัน เจ้าหน้าที่อาสากู้ภัยมังกร ได้เข้าให้การช่วยเหลือ ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด รวม 5 ราย

ทราบชื่อ 1. น.ส.ฐิตาพร อายุ 22 ปี , 2.น.ส.นภัสวรรณ อายุ22 ปี , 3. น.ส. นฤมล อายุ 32 ปี , 4.น.ส.กนกพร อายุ 23 ปี และ 5. ด.ช. จิรายุ อายุ 1 ขวบ ทั้งหมดมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อย ส่ง รักษาเบื้องต้นที่ รพ.นิคมพัฒนา

ส่วน ผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 ราย ชื่อ นางชิยะ อายุ 65 ปี ที่อยู่ตามบัตรประชาชน ต.ทับมา อ.เมืองระยอง จ.ระยอง รอให้ เจ้าหน้าที่มาตรวจสอบชันสูตรเบื้องต้น

จากการสอบถามผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ ทราบว่า ผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด นั่งมาคันเดียวกับรถของค่ายโทรศัพท์ชื่อดัง ส่วนผู้เสียชีวิต นั้น ได้ขับรถยนต์กระบะตอนเดียว มาเพียงลำพัง ส่วนสาเหตุที่ทำให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในครั้งนี้ คาดว่า บริเวณจุดที่เกิดเหตุนั้นเป็นสี่แยก และ รถยนต์ทั้งสองคัน ต่างคนต่างขับมาตามเลนของตน ทำให้รถยนต์ทั้งสองคัน เกิดชนกันอย่างจังจนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต

ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะได้สอบปากคำผู้ได้รับบาดเจ็บ ถึงสาเหตุที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุ มีคนเจ็บหลายราย และเสียชีวิต 1 ราย เพื่อสรุปสำนวนดำเนินคดีตามขั้นตอนของ กฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ล้อมจับชายสติไม่ดี

ล้อมจับชายสติไม่ดี ฉุดสาวหวังขืนใจ หนีขึ้นกุฏิพระ-ทำเนียนนอนหลับ

ล้อมจับชายสติไม่ดี ตร.สภ.เมืองสงขลา ล้อมจับชายสติไม่ดี ก่อเหตุปลุกปล้ำพยายามข่มขืนหญิงสาว พบเคยก่อเหตุทำอนาจารหญิงสาวมาหลายคน

ล้อมจับชายสติไม่ดี เจ้าหน้าที่วิทยุ 02 สภ.เมืองสงขลา ได้รับแจ้งขอความช่วยเหลือจากชาวบ้านว่ามีชายสติไม่ดี เดินถือไม้ออกมาข่มขู่หญิงสาวและบีบคอพยายามจะข่มขืน รวมทั้งแย่งกระเป๋าเพื่อเอาเงินชาวบ้านเหตุเกิดบริเวณหลังโรงแรมแห่งหนึ่ง เขตเทศบาลนครสงขลา

ล้อมจับชายสติไม่ดี

ทาง พ.ต.ต.ชัชวาลย์ ผูกพัน สารวัตรสายตรวจรถยนต์ และสายตรวจรถจักรยานยนต์กว่า 10 นาย ไปบริเวณที่เกิดเหตุ เบื้องต้นทราบว่ามีชายสติไม่ดีน่าจะมีอาการทางประสาท ใส่เสื้อสีแดง นุ่งกางเกงขาสั้นเดินถือไม้ เข้ามาบีบคอและกอดรัดหญิงสาวรายหนึ่ง และจะข่มขืนขณะเดินอยู่บริเวณนั้น แต่มีเพื่อนๆซึ่งเป็นสาวประเภทสอง พยายามเข้ามาช่วยก็กลัวถูกทำร้ายด้วย

นอกจากนี้ ยังแย่งกระเป๋าเงิน ซึ่งมีทั้งเงินสดและเอกสารสำคัญ หลังก่อเหตุได้วิ่งหนีไปที่วัดในซอยที่อยู่ตรงข้าม ตำรวจจึงระดมกำลังเข้าปิดล้อมและทราบจากเด็กวัดว่าชายคนนี้ได้วิ่งหนีขึ้นไปบนกุฏิพระ

เมื่อตำรวจขึ้นไปก็พบชายคนนี้แกล้งนอนหลับอยู่บนกุฏิ จึงเข้าไปจับตัวไว้ได้และสวมกุญแจมือทันที จากการสอบสวนทราบชื่อ นายชาคร มีบ้านอยู่ในย่านถนนราษฎร์อุทิศ 2 ซอย 4 เขตเทศบาลนครสงขลา เมื่อสอบถามยังปฏิเสธและท่าทางนิ่งเฉย

เบื้องต้น ตำรวจได้ให้หญิงสาวทั้งสองคนไปแจ้งความไว้ที่ สภ.เมืองสงขลา และส่งไปตรวจอาการที่โรงพยาบาลว่ามีอาการทางประสาทจริงหรือไม่ รวมทั้งตรวจหาสารเสพติดในร่างกาย และทราบว่าในสัปดาห์นี้ นายชาคร เคยก็เหตุทำอนาจารหญิงสาวมาแล้วหลายราย

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ตีนแมวแสบ

ตีนแมวแสบ-ย่องลักทรัพย์บ้านข้าราชการครู สูญร่วมแสนบาท

ตีนแมวแสบ-ย่องลักทรัพย์บ้านข้าราชการครู ร้อยตำรวจเอกประเสริฐ หล้าศักดิ์ ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ได้รับแจ้งว่า มีเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านหลังหนึ่ง บ้านสำราญ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

ตีนแมวแสบ-ย่องลักทรัพย์บ้านข้าราชการครู ( 17 ต.ค. 61 ) ร้อยตำรวจเอกประเสริฐ หล้าศักดิ์ ร้อยเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ได้รับแจ้งว่า มีเหตุลักทรัพย์ภายในบ้านหลังหนึ่ง บ้านสำราญ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร และมีทรัพย์สินภายในบ้านหายไปหลายรายการ จึงพร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร เดินทางไปตรวจที่เกิดเหตุตามที่ได้รับแจ้ง

ในที่เกิดเหตุเป็นบ้าน 2 ชั้น หลังใหญ่และได้พบกับ นายไสว อายุ 58 ปี และนางเพ็ญศรี อายุ 59 ปี เจ้าของบ้านซึ่งรับราชการครูทั้งสองคน ยืนรอให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยสีหน้าตื่นตกใจ พร้อมกับพาเจ้าหน้าที่ตำรวจไปตรวจดูร่องรอยของคนร้ายที่บริเวณชั้นวางโทรทัศน์และตู้เก็บสิ่งของที่วางอยู่บริเวณชั้นล่างของตัวบ้าน

ตีนแมวแสบ

ซึ่งพบว่า มีทรัพย์สินที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าสะพายหนังสีดำแบบผู้หญิงที่เก็บเอาไว้ภายในตู้เก็บของหายไปหลายรายการ ประกอบด้วย เงินสด จำนวน 20,000 บาท แหวนเพชร จำนวน 1 วง สร้อยคอทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยแขนทองคำหนัก 1 บาท จำนวน 1 เส้น โทรศัพท์มือ ยี่ห้อ ซัมซุง 1 เครื่อง และกุญแจรถกระบะอีก 1 ดอก ที่วางอยู่บริเวณชั้นวางหน้าโทรทัศน์ รวมมูลค่าทรัพย์สินที่ถูกคนร้ายลักหายไปไม่ต่ำกว่า 1 แสนบาท

จากการสอบถาม นายไสว ผู้เสียหาย บอกว่า เมื่อช่วงค่ำวานนี้ ( 16 ต.ค. ) ภรรยาของตนได้เก็บทรัพย์สินทั้งหมดใส่เอาไว้ในกระเป๋าสะพายหนังสีดำของภรรยาก่อนจะนำไปเก็บเอาไว้ในตู้ที่วางอยู่บริเวณชั้นล่าง จากนั้นตนจึงได้ปิดประตูหน้าต่างบ้านพักก่อนจะเข้าไปนอนในห้องนอนชั้นล่างแต่หน้าต่างบางบานไม่ได้ล็อคกลอน เพราะไม่คาดคิดว่า จะมีคนร้ายเข้าไปลักทรัพย์แต่ตลอดทั้งคืนก็ไม่ได้ยินเสียงผิดปกติใดๆ

จนกระทั่งช่วงสายวันนี้ ( 17 ต.ค. ) ได้มีช่างที่ตนว่าจ้างให้ไปซ่อมแซมบ้านพักได้ไปพบกระเป๋าสะพายหนังสีดำของภรรยาถูกทิ้งอยู่บริเวณด้านหลังบ้าน ตนแปลกใจจึงให้ภรรยาไปตรวจดูทรัพย์สินจึงพบว่า ทรัพย์สินที่เก็บเอาไว้ในกระเป๋าสะพายหายไปทั้งหมด ซึ่งคาดว่าคนร้ายคงจะอาศัยช่วงกลางดึกที่ผ่านมาในขณะที่ตนกับภรรยานอนหลับ แอบย่องเข้าไปทางหน้าต่างก่อนจะลักเอาทรัพย์สินทั้งหมดหายไป โดยไม่พบว่ามีร่องรอยรื้อค้นหาทรัพย์สินอย่างอื่นแต่อย่างใด

ภายหลังจากที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจที่เกิดเหตุแล้วคาดว่า ผู้ลงมือก่อเหตุน่าจะเป็นคนใกล้ชิดกับผู้เสียหาย เนื่องจากรู้ที่เก็บทรัพย์สินของผู้เสียหายเป็นอย่างดี อีกทั้งยังรู้จักทางเข้าออกบ้านพักอย่างง่ายดาย โดยไม่มีการรื้อค้นหาทรัพย์สินภายในบ้านแต่อย่างใด ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เร่งสืบสวนติดตามตัวผู้ก่อเหตุไปลงโทษตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา      https://www.sanook.com

รวบ

รวบ “คู่รักวัยรุ่น” เช่าห้องค้ายาบ้า สารภาพได้ค่าจ้างครั้งละ 6 พันบาท

รวบ “คู่รักวัยรุ่น” เช่าห้องค้ายาบ้า ตำรวจชุดสืบสวน สภ.เมืองบึงกาฬร่วมกันหลายฝ่ายจับกุมนายอณุพงษ์ หรืออาร์ม อายุ 20 ปี และนางสาวชนิสรา หรือนิด อายุ 21 ปี แฟนสาว เช่าห้องพักขายยาบ้า พร้อมของกลางยาบ้า 1,612 เม็ด

รวบ “คู่รักวัยรุ่น” เช่าห้องค้ายาบ้า วันที่ 15 ต.ค. 2561 เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.ต.ทิวา บุญดำเนิน ผบก.ภ.จว.บึงกาฬ สืบทราบว่าที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ในหมู่บ้านโนนสมบูรณ์ อ.เมืองบึงกาฬ มีผู้เช่าห้องพักลักลอบค้ายาบ้า

จึงสั่งการให้ พ.ต.อ.โชคชัย อินทะนิน รอง ผบก.พ.ต.อ.อัครชัย ยลโสภณ รอง ผบก. พ.ต.อ.อนุกุล ดาวลอย ผกก.สภ.เมืองบึงกาฬ นำตำรวจใต้บังคับบัญชา โดยมี พ.ต.ท.จรูญศักดิ์ ลำพุทธา รอง ผกก.สส.พ.ต.ท.อดุลย์ ฉิมทับ สว.สส.

รวบ

สนธิกำลังกับทหารพรานที่ 2109 ตำรวจน้ำบึงกาฬ และตำรวจ ตม.บึงกาฬ วางแผนจับกุมขณะเคาะประตูห้องพักหมายเลข 311 ที่ผู้ต้องสงสัยพักอยู่เรียกให้เปิดประตู แต่ผู้อยู่ด้านในไม่ยอมเปิดให้จึงต้องพังประตูเข้าไป

พบนายอณุพงษ์ หรืออาร์ม อายุ 20 ปี วิ่งไปหลังห้องพร้อมกับโยนห่อยาบ้าทิ้งออกหน้าต่าง จึงควบคุมตัวพร้อมกับนางสาวชนิสรา หรือนิด อายุ 21 ปี แฟนสาว

ค้นพบยาบ้าวางกระจัดกระจายทั่วห้องกว่า 1,000 เม็ด จากนั้นนำไปค้นหาห่อยาบ้าที่โยนทิ้ง พบยาบ้าอีก 612 เม็ด รวมยาบ้า 1,612 เม็ด จึงยึดไว้เป็นของกลาง

จากการสอบสวนทั้งสองคนรับว่า ได้ยาบ้าจำนวนดังกล่าวจากนายมาร์ค ไม่ทราบชื่อสกุลจริงและที่อยู่ ได้โทรศัพท์เข้ามาหาในคืนผ่านมาให้ไปรับยาบ้าที่อยู่ข้างถังขยะห่างจากที่พักของตนประมาณ 400 เมตร มาเก็บไว้ที่ห้องพักเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้า ซึ่งตนเคยทำแบบนี้มาแล้วจำนวน 3 ครั้ง

แต่ละครั้งจะได้รับค่าจ้างครั้งละ 6,000 บาท จึงแจ้งข้อหาว่า “ร่วมกันมียาเสพติดให้โทษประเภท 1 (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในความครอบครองเพื่อจำหน่ายโดยผิดกฎหมาย” ควบคุมตัวทั้งสองคนพร้อมของกลางส่ง พงส.สภ.เมืองบึงกาฬ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

สาวเหยื่อผัวซ้อมเปิดใจ

สาวเหยื่อผัวซ้อมเปิดใจ สุดทนถูกจับโขกกำแพง หึงแฟนเก่า โหดขู่จะโยนลงตึก

สาวเหยื่อผัวซ้อมเปิดใจ จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊ก czpem rulats โพสต์เรื่องราวว่า ถูกแฟนหนุ่มทำร้ายร่างกาย จนได้รับบาดเจ็บสาหัส โดยระบุว่า “เมื่อความรักกลายเป็นความแค้น … เจ็บกายไม่เท่าไหร่แต่เจ็บใจมาก พ่อแม่เห็นน้ำตาแกยังไหล ผิดแค่ไหนพ่อแม่ไม่เคยตีขนาดนี้ ยอมรับว่าผิด แต่มันเกินไปไหม?”

สาวเหยื่อผัวซ้อมเปิดใจ ล่าสุด น.ส.พรีม (นามสมมติ) ผู้เสียหาย ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ใบหน้ายังมีรอยบวมบริเวณรอบดวงตาทั้ง 2 ข้าง มีสีม่วงจากอาการช้ำใน บริเวณศีรษะมีร่องรอยเย็บจากการผ่าตัด โดยเมื่อช่วงค่ำวันพุธที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนทะเลาะกับแฟนหนุ่มผ่านทางแชทเฟซบุ๊ก ซึ่งอีกฝ่ายพูดในทำนองบอกเลิก จากนั้นตนก็ไปดื่มเหล้า และพบแฟนเก่า ซึ่งตนก็เมามาก แฟนเก่าจึงอาสามาส่งที่ห้องพักในช่วงเช้า

สาวเหยื่อผัวซ้อมเปิดใจ

โดยอีกฝ่ายเพียงเข้ามานั่งเล่นชั่วครู่ แต่เป็นจังหวะที่แฟนของตนกลับมาที่ห้อง และเจอแฟนเก่า จึงรู้สึกโกรธ โดยได้พุ่งเข้าไปชกต่อยกัน จากนั้นแฟนเก่าตนก็วิ่งหนีออกไป

หลังจากนั้น แฟนของตนก็เข้ามาทำร้านตน ด้วยการทุบตี เหวี่ยงร่าง เอาศีรษะตนไปโขกกำแพง รวมถึงชั้นวางของ จนตนหมดแรง อีกฝ่ายก็ขึ้นคร่อมตัว พร้อมชกที่หน้าหลายครั้ง ทั้งยังเอามีดมาจ่อที่คอตน จนตนต้องร้องขอชีวิต และขอน้ำดื่ม เพราะรู้สึกว่าร่างกายจะไม่ไหวแล้ว อีกฝ่ายจึงยอมวางมีด และไปหยิบน้ำมาให้ ก่อนที่แฟนของตนจะหมดแรง และหลับไป เนื่องจากเจ้าตัวดื่มเหล้ามา จึงมีอาการมึนเมาเช่นกัน

ในจังหวะนั้น ตนจึงคว้าโทรศัพท์ และคลานลงไปชั้นล่าง เพื่อขอความช่วยเหลือ โดยตนได้โทรหาเจ้าของหอพัก ซึ่งเจ้าของหอพักรีบมาดูอาการตน ก่อนโทรศัพท์แจ้งตำรวจ และเรียกรถพยาบาล ซึ่งที่ผ่านมาตนอยู่กินกับแฟนมาเป็นเวลา 4 ปี มีลูกด้วยกัน 1 คน ก่อนหน้านี้ แฟนก็เคยตบตีเป็นบางครั้ง เวลาทะเลาะกัน แต่ไม่เคยรุนแรงถึงขั้นนี้ มีหนึ่งครั้งที่แฟนขู่จะโยนตนลงมาจากชั้น 5 แต่คิดว่าอีกฝ่ายคงมีสติ จึงไม่ได้ลงมือ

ส่วนครั้งล่าสุด น่าจะประกอบกับอาการเมา จึงลงมือทำร้ายตนอย่างหนัก ทั้งนี้ อาการของตน คือหน้าบวม และกระดูกที่จมูกหัก ต้องรอผ่าตัด ส่วนของคดียังไม่ได้เข้าไปให้ปากคำกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่ตอนนี้ได้ย้ายออกมาจากหอพักที่เกิดเหตุแล้ว และคิดว่าจะไม่กลับไปคืนดีกับแฟนอีก

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

เด็กชาย ม.2 ปั่นจักรยานหนีตาย พ่อ-แม่เลี้ยงทารุณ ตั้งแต่หัวจรดเท้า

เด็กชาย ม.2 หนีตายมาอยู่บ้านแม่แท้ๆ อ้างถูกพ่อแท้ๆ ร่วมกับแม่เลี้ยงทำร้าย สภาพร่างกายมีบาดแผลเต็มตัว ไล่ตั้งแต่หัวจรดเท้า

เด็กชาย ม.2 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม่ของเด็กชาย อายุ 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดปทุมธานี ได้โพสต์ข้อความลงในเพจเฟซบุ๊ก “เรารักบ้านฉาง ร่วมด้วยช่วยกัน” เพื่อขอความช่วยเหลือ เนื่องจากลูกชายถูกพ่อและแม่เลี้ยงทำร้าย มีบาดแผลเต็มตัว ตั้งแต่ศีรษะ ไปจนถึงเท้าทั้ง 2 ข้าง โดยเฉพาะตามร่างกาย มีรอยคล้ายถูกของมีคมทำร้าย และมีบาดแผลทั่วร่างกาย

โดยลูกชายทนถูกพ่อแท้ๆ และแม่เลี้ยงทำร้ายร่างกายอย่างทารุณไม่ไหว จึงโทรศัพท์หาแม่แท้ๆ เพื่อขอความช่วยเหลือ แต่แม่ไม่มีเงินค่ารถยนต์โดยสารไปรับที่จังหวัดปทุมธานี กระทั่งเด็กชายอายุ 14 ปี สบโอกาสที่พ่อและแม่เลี้ยงไม่อยู่บ้าน จึงหลบหนีด้วยการปั่นจักรยาน 2 ล้อ ออกจากบ้านที่จังหวัดปทุมธานี เพื่อมุ่งหน้าไปหาแม่แท้ๆ ที่จังหวัดระยอง

เด็กชาย

เด็กชายใช้เวลาปั่นจักรยานจาก จ.ปทุมธานี 3 ชั่วโมงไปถึงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อให้แม่มารับกลับไปอยู่ด้วย จนกระทั่งกลางดึก เจ้าตัวได้ค้นหาเฟซบุ๊กใหม่ของผู้เป็นแม่และพูดคุยกันทางเฟซบุ๊ก ตกลงให้มารับที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ

ผู้เป็นแม่จึงฝากเพื่อนบ้านซึ่งขับขี่รถแท็กซี่อยู่ในกรุงเทพฯ รับลูกชายมาส่งที่บ้าน และเมื่อเห็นลูกชายมีบาดแผลเต็มตัวก็ตกใจ จึงติดต่อไปที่มูลนิธิปวีณาฯ แต่ติดต่อไม่ได้ จึงนำภาพลูกชายซึ่งมีบาดแผล โพสต์ลงในเพจเฟซบุ๊ก “เรารักบ้านฉาง ร่วมด้วยช่วยกัน” เพื่อขอความช่วยเหลือจากแอดมิน

แต่เนื่องจากตนเองมีฐานะยากจน จึงขอให้เจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง ช่วยเหลือและดำเนินคดีกับอดีตสามี พร้อมทั้งแม่เลี้ยงใจร้ายที่ทำร้ายทารุณบุตรชายให้ด้วย

ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ นายเปรมศักดิ์ กาญจนกุล แอดมินเพจดังกล่าวได้รับข้อความจากโพสต์ของแม่เด็กชายอายุ 14 ปีแล้วนั้น ได้แจ้งมายังผู้สื่อข่าวประจำจังหวัดระยอง ประสานเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง มาให้ความช่วยเหลือ

ทางเจ้าหน้าที่บ้านพักเด็กและครอบครัวจังหวัดระยอง ได้นำเด็กชายดังกล่าวไปพบแพทย์โรงพยาบาลบ้านฉาง เพื่อตรวจร่างกาย และรักษาบาดแผลที่บาดเจ็บ ซึ่งพบว่าตามร่างกายมีบาดแผลถูกทำร้ายด้วยของแหลมและของมีคมหลายชนิด รวมทั้งถูกธูปจี้ตามร่างกายหลายแห่งด้วย

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

น้องฉุนขาด ! ยิงดับพี่ชายตัวเอง-ชนวนเหตุขโมยเงินแม่ไปเที่ยว

น้องฉุนขาด ! พ.ต.อ. ศุภเกียรติ เทิดตระกุล ผกก สภ กำแพงแสน ได้รับแจ้งเหตุยิงกันมีผู้ได้รับบาดเจ็บ จึงได้สั่งการให้ ร.ต.อ. บุญชาญ เทียนกัณฑ์เทศน์ รองสารวัตสอบสวน สภ.กำแพงแสน ให้ลงพื้นที่ตรวจสอบ

น้องฉุนขาด ! โดยที่เกิดเหตุเป็นบ้านหลังหนึ่งในพื้นที่ ต.ห้วยหมอนทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม พบผู้ได้รับบาดเจ็บ ทราบชื่อคือ นายนิมิต อายุ 48ปี นอนจมกองเลือดบาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจจึงได้นำตัวส่งโรงพยาบาลกำแพงแสน ส่งตัวต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์นครปฐมและไปเสียชีวิตในเวลาต่อมา เพราะเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว

น้องฉุนขาด

พ.ต.อ. ศุภเกียรติ เทิดตระกุล ผกก.สภ.กำแพงแสน บอกว่า จากการตรวจสอบในที่เกิดเหตุข้างตัวของคนเจ็บพบมีด สเตนเลสยาว 1 ฟุต เปื้อนเลือดตกอยู่ และยังพบกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 ตกจำนวน 7 นัด วางอยู่ และปลอกกระสุนปืนลูกซองขนาดเบอร์ 12 จำนวน 5 ปลอก ตกอยู่ใกล้กับที่เกิดเหตุ

จากการสอบสวน นายพนมเทียน อายุ 38 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ห้วยหมอนทอง อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม ซึ่งเป็นผู้ต้องหายิงพี่ชายของตนเอง ให้การว่า ตนเองมีอาชีพปลูกกระชายจำนวน 3 ไร่ ส่งขายพอได้เงินมาก็จะนำเงินมาให้แม่เก็บเอาไว้ซื้อข้าวซื้อขนมกิน

แต่พี่ชายที่เสียชีวิตก็จะมักแอบมาขอเงินแม่เอาไปใช้เป็นประจำจนเกิดมีปากเสียงกันมาตั้งแต่ปี 59 แล้วจนมาถึงทุกวันนี้เมื่อวานตองหัวค่ำ ( 11 ต.ค. ) ก็ได้มีปากเสียงกันจนถึงขนาดนำเอากรรไกรมาแทงกันไปรอบหนึ่ง จนแม่และพี่น้องเข้ามาห้ามปรามเอาไว้ก็ได้แยกย้ายกันไป

จนมาวันนี้ ( 12 ต.ค. ) นายพนมเทียน น้องชายได้นำเอาอาวุธปืนออกมาขู่ยิง โดยพี่ชายที่เสียชีวิตก็ออกมาแล้วท้าทายกันไปมา ซึ่งพี่ชายถือมีดยาว 1 ฟุต น้องชายถือปืนอยู่ในมือจนเกิดการเข้าไปยื้อแย่งอาวุธปืนกันจนปืนลั่นใส่พี่ชายไป 1 นัด จนได้รับบาดเจ็บนอนจมกองเลือด

จากนั้นน้องชายคนที่ 2 ก็ได้แจ้งความเจ้าหน้าที่ตำรวจจากนั้นตำรวจก็มาถึงที่เกิดเหตุและได้นำตัวพี่ชายที่ถูกยิงไปส่งโรงพยาบาลแต่ก็มาเสียชีวิต ซึ่ง พ.ต.อ. ศุภเกียรติ เทิดตระกุล ผกก. สภ.กำแพงแสน บอกต่ออีกว่า หลังจากที่สอบสวนผู้ต้องหาแล้วจะนำตัวไปทำแผนประกอบคำรับสารภาพที่เกิดเหตุต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

แม่ครัวร้าน “หัวเสือ” สุดเซ็ง-โจรย่องฉกกระเป๋าแค่หันหลังจัดของนาทีเดียว

แม่ครัวร้าน กล้องวงจรปิดภายในร้านขายอาหารตามสั่งและเครื่องดื่ม “หัวเสือ” ริมถนนภายในซอยหลังตลาดวรกิจบึง – หนองปรือ หมู่ 2 ตำบลบึง อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี ซึ่งจับภาพคนร้ายเป็นชายอายุประมาณ 25 – 30 ปี ผมรองทรงสั้น ใส่เสื้อคลุมแขนยาวสีน้ำเงิน กางเกงยีนส์ขาสามส่วน

แม่ครัวร้าน ซึ่งเดินมายืนหน้าร้านแล้วใช้สายตาสาดส่องมาในร้าน แล้วไม่นานก็เดินเข้ามาหยิบกระเป๋าสะพายของแม่ครัวของทางร้านที่กำลังยืนหันหลังจัดเครื่องดื่มแช่ตู้อยู่ไม่ห่างจากโต๊ะไปอย่างรวดเร็วแล้วหลบหนีไปไม่ทราบทิศทาง เหตุเกิดเมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 10 ต.ค. ที่ผ่านมา

แม่ครัวร้าน

ล่าสุด เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 11 ต.ค. 61 ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปหา นางสาวนันทพร อายุ 35 ปี ผู้เสียหายซึ่งเป็นแม่ครัวที่ร้านดังกล่าว ซึ่งได้เดินทางมาเตรียมเปิดร้านเพื่อขายของ ได้เปิดเผยว่า เมื่อวานตนเองเปิดร้านเพียงลำพงคนเดียวตามปกติแบบทุกวัน โดยเอากระเป๋าสะพายที่ภายในมีเงินสดหมื่นกว่าบาทพร้อมบัตรเครดิต บัตรประชาชน ใบขับขี่ และกุญแจรถยนต์ อยู่ในนั้นวางไว้บนโต๊ะใกล้กับตู้แช่น้ำที่ตนเองกำลังจัดอยู่

โดยเอาโทรศัพท์ออกมาวางเปิดเพลงฟังไว้เพียงเครื่องเดียวไม่ได้เอาทรัพย์สินอย่างอื่นออกมาเลย และหลังจัดเตรียมของพร้อมขายแล้วจึงมาหากระเป๋าสะพายที่วางไว้เดินหาสามรอบทั่วบริเวณ แต่ก็ไม่พบจึงได้มาเปิดกล้องวงจรปิดในภายดูก็พบว่าถูกคนร้ายเอาไปแล้ว

โดยก่อเหตุทั้งที่ตนยืนหันหลังอยู่ใกล้ๆ ไม่ถึงนาทีไปอย่างง่ายดาย ทั้งที่ตนเองเพิ่งมาอยู่ได้เพียงแค่สี่เดือนเอง และได้ดูข่าวแบบนี้ที่เกิดขึ้นในพื้นที่อำเภอศรีราชา และใกล้เคียงที่ถูกก่อเหตุเป็นประจำแทบทุกวันจนมาถูกก่อเหตุขึ้นกับตัวเอง

เบื้องต้นทางนางสาวนันทพร ผู้เสียหาย ได้นำหลักฐานเข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกไว้เป็นหลักฐานที่ สถานีตำรวจภูธรหนองขาม เพื่อให้เจ้าหน้าที่เร่งติดตามตัวมาดำเนินคดีให้ได้โดยเร็ว และต้องนำรถยนต์ไปเปลี่ยนกุญแจใหม่ด้วยเพื่อความปลอดภัย จึงอยากวอนให้ทางเจ้าหน้าที่ช่วยเร่งรัดติดตามจับกุมคนร้ายรายนี้ให้ได้โดยเร็วเพื่อไม่ให้ไปก่อเหตุที่อื่นอีกต่อไป

 

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

จับหนุ่มอ้างเป็นตำรวจ ใหญ่ขอเงินสนับสนุน-เหยื่อหลงเชื่อโอนเงินกว่าครึ่งล้าน

จับหนุ่มอ้างเป็นตำรวจ จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวน กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ร่วมกับ ชุดสืบสวน สภ.กะรน ภูเก็ต ชุดสืบสวน สภ.พัทยา จ.ชลบุรี และเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนตำรวจท่องเที่ยว ร่วมกันรวบ นายสุชาติ อายุ 34 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.ทุ่งใส อ.สิชล จ.นครศรีธรรมราช

จับหนุ่มอ้างเป็นตำรวจ โดยก่อเหตุใช้โทรศัพท์ติดต่อหาผู้ประกอบการในพื้นที่เมืองท่องเที่ยว แอบอ้างว่าเป็น ตำรวจยศสารวัตรหรือผู้กำกับ หลอกลวงขอเงินสนับสนุนเพื่อช่วยเหลือกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับตำรวจ หรือหลอกลวงว่า ต้องนำไปดูแลตำรวจผู้ใหญ่ที่เข้ามาในพื้นที่ในเหตุการณ์เรือเรือฟินิกซ์ล่มในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่ผ่านมาจนได้เงินไปถึง 6 แสนกว่า ล่าสุดสารภาพว่า แอบอ้างเป็นนายตำรวจในระดับสารวัตร หรือผู้กำกับจริงทั้งในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และส่วนกลาง

จับหนุ่มอ้างเป็นตำรวจ

ล่าสุดวันนี้ ( 9 ต.ค. 2561 ) พ.ต.อ.อกนิษฐ์ ด่านพิทักษ์ศาสตร์ ผกก.กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ได้รับตัว นายสุชาติ ตามหมายจับของศาลจังหวัดภูเก็ต ที่ จ.456/2561 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2561 หมายจับของศาลจังหวัดพัทยา ที่ 443/2561 ลงวันที่ 6 ตุลาคม 2561 ในความผิด “ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น” ที่ อ.เมือง จ.หนองบัวลำภู และถูกควบคุมไว้ที่ สภ.พัทยา จ.ชลบุรี มาดำเนินคดีใน จ.ภูเก็ต มาทำการสอบสวนขยายผล

เบื้องต้นผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยศสารวัตร หรือผู้กำกับ ในพื้นที่จังหวัดต่างในเมืองท่องเที่ยวเช่น จ.ภูเก็ต จ.พังงา จ.กระบี่ และ จ.ชลบุรี จริง โดยเริ่มทำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 เริ่มต้นจากการเคยเป็นอาสาตำรวจบ้านของส่วนกลางหน่วยหนึ่งลงพื้นที่ร่วมจับกุมผู้ประกอบการสถานบันเทิงที่ผิดกฎหมายและผู้ขายสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์แล้วเรียกรับส่วย

จากนั้นปี 2557 ได้ออกมาทำเองโดยอ้างเป็นนายตำรวจคนนั้นคนนี้ในระดับ ร.ต.อ.-พ.ต.อ. ในพื้นที่ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา จ.สุราษฎร์ธานี จ.นครศรีธรรมราช และขยายไปยัง จ.พัทยา จ.ชลบุรี เนื่องจากเห็นว่าหาเงินง่าย โดยส่วนใหญ่จะเรียกผู้ประกอบการที่เป็นครึ่งสีเทาเป็นหลัก โดยเรียกเก็บรายเดือนรายละ 1 พัน จนถึงหลักหมื่นต่อเดือน

หรืออ้างนายใหญ่มาจากกรุงเทพฯ จะขอครั้งละหลายพันจนถึงหลายหมื่น โดยโอนเข้าบัญชีธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา และธนาคารกรุงเทพฯ ของตนเอง และบัญชีของแม่ บัญชีของภรรยา เป็นหลัก

ล่าสุดหลอกลวงว่า ต้องนำไปดูแลตำรวจผู้ใหญ่ที่เข้ามาในพื้นที่ในเหตุการณ์เรือฟินิกซ์ล่มในพื้นที่ จ.ภูเก็ต ที่ผ่านมาจนได้เงินไปถึง 6 แสนกว่า ล่าสุดสารภาพว่า แอบอ้างเป็นนายตำรวจในระดับสารวัตร หรือผู้กำกับจริงทั้งในพื้นที่ จ.ภูเก็ต และส่วนกลางจริง

นอกจากนั้นวันนี้ยังมีผู้เสียหายที่โดนหลอกหลวงในหลายพื้นที่ ได้แก่ สภ.กะรน สภ.เมือง สภ.เชิงทะเล จ.ภูเก็ต สภ.เขาหลัก จ.พังงา สภ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี สภ.พัทยา จ.ชลบุรี และพื้นที่อื่นๆ จำนวน 23 ราย เดินทางมาชี้ตัวอย่างต่อเนื่อง จากการตรวจสอบพบว่า ยังมีผู้เสียหายอีกจำนวนมาก ที่ถูกคนร้ายคนนี้หลอกลวงให้โอนเงินในลักษณะดังกล่าว แต่ไม่ได้แจ้งความร้องทุกข์

จึงขอประชาสัมพันธ์ผู้เสียหายที่ถูกคนร้ายหลอกในลักษณะดังกล่าว ให้ร้องทุกข์ดำเนินคดีกับคนร้ายนี้ หรือประสานมายัง พ.ต.ต.ไพโรจน์ ธนพรรณาธร สว.กก.สส.ภ.จว.ภูเก็ต ต่อไป

พ.ต.อ.อกนิษฐ กล่าวว่า จากการสอบสวนผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า เป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว โดยจะให้ผู้เสียหายโอนเงินมายังบัญชีธนาคารของผู้เป็นยาย ภรรยาและบุคคลใกล้ชิด ก่อนที่ไปกดเงินมาใช้จ่าย

เบื้องต้นรับสารภาพว่าทำเพียงคนเดียว แต่ทางเจ้าหน้าที่ฯ จะต้องมีการขยายผลเพิ่มเติมว่าเจ้าของบัญชีต่างๆ นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ก็ขอให้ทางผู้เสียหายซึ่งมีอีกร่วม 20 ราย หากคิดว่าถูกนายสุชาติ หลอกลวงก็ขอให้มาแจ้งความดำเนินคดีกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ

และฝากไปยังสถานประกอบการว่า หากมีบุคคลอ้างว่า เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ขอให้ตรวจสอบก่อน เพื่อจะได้ไม่โดนหลอกและเสียเงินไปเปล่าๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com