รวบโจรแสบ

รวบโจรแสบ-ออกอุบายขอเหยื่อให้ช่วยลากรถจอดเสีย ก่อนใช้ปืนจี้ชิงทรัพย์

รวบโจรแสบ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าพนักงานตำรวจ กก.สส.ภ.จว.ระยอง ได้ทำการจับกุม นายวิศรุต หรือบอย อายุ 33 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่ ต.บางบุตร อ.บ้านค่าย จ.ระยอง ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลจังหวัดระยองที่ จ.463/2561 ลงวันที่ 26 ตุลาคม 2561

รวบโจรแสบ โดยต้องหาว่า กระทำความผิดฐาน “ชิงทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนหรือกระทำความผิดหรือพาเอาทรัพย์นั้นไปหรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม มีอาวุธปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน หรือ ทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต ให้มีอาวุธปืนติดตัวและกรณีไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควรแก่พฤติการณ์”

รวบโจรแสบ

ทั้งนี้ ยังตรวจสอบพบมีหมายจับศาลจังหวัดระยองที่ จ.282/2561 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2561 ต้องหากระทำความผิดฐาน “ลักทรัพย์ที่ใช้หรือมีไว้เพื่อสาธารณะประโยชน์ในเวลากลางคืนโดยใช้ยานพาหนะเพื่อสะดวกแก่การกระทำผิด เพื่อการพาทรัพย์นั้นไปหรือ เพื่อให้พ้นจากการจับกุมหรือรับของโจร จึงนำบันทึกส่งพนักงานสอบสวน สภ.บ้านกร่ำ จ.ระยอง ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

สำหรับ นายวิศรุต หรือบอย อายุ 33 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามไปจับกุมได้ที่บ้านญาติ ที่ ต.โพทะเล อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี หลังก่อเหตุจี้ชิงทรัพย์รถยนต์กระบะ โตโยต้า รุ่น วีโก้แคป สีบรอนทอง ทะเบียน บล 6226 ระยอง และทรัพย์สินของ นายบุรี และ นางพิกุล (ขอสงวนนามสกุล) 2 สามีภรรยา ไปเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2561

โดย พฤติกรรมในการก่อเหตุได้ทำทีเข้ามาขอความช่วยเหลือจาก 2 สามีภรรยา โดยแจ้งว่า รถเสียขอให้ สองสามีภรรยา ไปช่วยลากรถยนต์ที่จอดเสียอยู่ข้างทาง และเมื่อสองสามีภรรยาหลงกลไปช่วยเหลือก็ใช้อาวุธปืนจี้บังคับ เอาทรัพย์สินในตัว ก่อนจะหลบหนีไปพร้อมรถยนต์ คันดังกล่าว จนล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถติดตามตัวจับกุมคนร้ายได้ ตามรายงานที่กล่าวมา

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ป่วนปัตตานี

ป่วนปัตตานี บุกยิงทหารกลางตลาดยะหริ่ง เจ้าหน้าที่เสียชีวิต 2 ศพ

ป่วนปัตตานี 2 เหตุการณ์ ยิงทหารดับ 2 ขณะอีกเหตุยิงชาวบ้านเจ็บ 1 เชื่อสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่

ป่วนปัตตานี เมื่อเวลาประมาณ 19.00 น. ร.ต.ท.เจตรินทร์ เจตนุรักษ์รอง สว.สอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุ คนร้ายยิง เจ้าหน้าที่ทหารพราน ร้อย.ทพ.4203 ประจำหน่วยเฉพาะกิจ 42 บริเวณในตลาดนัดบ้านตันหยงดาลอ หมู่ที่ 2 ต. มะนังหยง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ อส.ทพ.วราพันธ์ ขุนทอง อายุ 22 ปี เสียชีวิต ทันทีในทีเกิดเหตุและ อส.ทพ.อาทร ทั่วจบ อายุ 23 ปี ได้รับบาดเจ็บอาการสาหัส เสียชีวิตระหว่างนำส่ง โรงพยาบาลยะหริ่ง จ.ปัตตานี

ป่วนปัตตานี

จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุได้มีคนร้ายจำนวน 4 คน ขับขี่รถจักรยายน ไม่ทราบยี่ห้อและหมายเลขทะเบียน จำนวน 2 คัน เป็นพาหนะ

ใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาด ยิง เจ้าหน้าที่ อส ทพ. สังกัด ร้อย.ทพ.4203 ฉก.ทพ.42 ทำให้เสียชีวิต ดังกล่าว นอกจากนี้ มีชาวบ้านทีอยู่ในเหตุการณ์ตกใจ 1 ราย ถูกนำส่ง รพ.อีกด้วย

ส่วนประเด็นและสาเหตุ ร.ต.ท.เจตรินทร์ เจตนุรักษ์รอง สว.สอบสวน สภ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี เชื่อว่า เป็นการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ ซึ่งก่อนหน้าที่ เมื่อเวลา 15.50 น. ร.ต.อ.สมเจต ทองแผ่น

ร้อยเวร สภ.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุ คนร้ายยิงชาวบ้านบริเวณ ม.4 ต.ทุ่งพลา อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี เป็นเหตุให้ นายอรุน อายุ 31 ปี ได้รับบาดเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล

จากการสอบสวนทราบว่าเหตุเกิดขณะที่ผู้ได้รับบาดเจ็บทำธุระในพื้นที่ระหว่างทางได้มีคนร้ายไม่ทราบกลุ่มและจำนวนใช้อาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบขนาดยิงใส่ก่อนหลบหนีไป ส่วนประเด็นและสาเหตุ ร.ต.อ.สมเจต ทองแผ่น ร้อยเวร สภ.นาประดู่ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี อยู่ระหว่างการสอบสวนและสืบสวน

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

ในบ้านแท้ๆ

ในบ้านแท้ๆ คนร้ายแอบย่องหวังขืนใจ สาวขัดขืนถูกมีดแทงคอเจ็บ ก่อนชิงหลบหนี

ในบ้านแท้ๆ เมื่อเวลา 03.00 น. วันที่ 31 ตุลาคม 61 พันตำรวจโท มนตรี สีสุธรรม สารวัตรเวรสอบสวน สถานีตำรวจภูธรเมืองยโสธร ได้รับแจ้งว่ามีเหตุคนร้ายบุกเข้าไปในบ้านก่อนจะใช้อาวุธมีดแทงคอลูกสาวเจ้าของบ้านจนได้รับบาดเจ็บสาหัส

ในบ้านแท้ๆ โดยในที่เกิดเหตุเป็นอาคารพาณิชย์ 2 ชั้น และเปิดเป็นร้านรับซักรีดเสื้อผ้า บริเวณชั้นล่างพบรอยเลือดหยดเป็นทางยาวจากประตูทางเข้าไปจนถึงห้องนอนที่บริเวณชั้น 2 ส่วนผู้ได้รับบาดเจ็บถูกคนร้ายใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่บริเวณลำคอจนเลือดไหลออกมาเป็นจำนวนมากและมีเพื่อนบ้านได้นำตัวส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลยโสธรก่อนหน้านั้นแล้ว ทราบชื่อ นางสาวเบ็ญจพร อายุ 20 ปี ลูกสาวเจ้าของบ้าน

ในบ้านแท้ๆ

จากการสอบถาม นางวิภาดา พิลา อายุ 45 ปี เจ้าของบ้าน บอกว่า ที่บ้านจะเปิดเป็นร้านรับซักรีดเสื้อผ้า ก่อนเกิดเหตุก็จะปิดบ้านแล้วพากันเข้านอนตามปกติ โดยตนจะนอนอยู่บริเวณชั้นล่างส่วนลูกสาวจะนอนที่ห้องนอนบริเวณชั้น 2 จนกระทั่งช่วงเวลาประมาณตีสามที่ผ่านมาตนตกใจตื่นขึ้น หลังจากที่ลูกสาวของตนร้องขอความช่วยเหลือและวิ่งลงมาจากชั้น 2 พร้อมกับมีเลือดไหลออกจากบริเวณลำคอเป็นจำนวนมาก

ซึ่งลูกสาวบอกว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาในบ้านก่อนจะเข้าไปหาลูกสาวภายในห้องนอนจะทำมิดีมิร้ายแต่ลูกสาวได้ขัดขืน จึงเกิดการต่อสู้กันก่อนที่คนร้ายจะชักอาวุธมีดที่พกติดตัวไปแทงเข้าที่บริเวณลำคอของลูกสาว 1 ครั้ง จนเลือดไหลแล้วคนร้ายก็อาศัยความมืดวิ่งหลบหนีออกจากบ้านไป ซึ่งคาดว่าคนร้ายน่าจะงัดประตูหลังบ้านแล้วแอบเข้ามาในบ้านก่อนจะเข้าไปหาลูกสาวของตนที่นอนอยู่บริเวณชั้น 2

ในขณะที่ นายเชาวลิต นาคจินวงษ์ อายุ 32 ปี เพื่อนบ้านที่มีบ้านพักอยู่ติดกันเล่าว่า ขณะเกิดเหตุตนได้ยินเสียงดังโครมครามมาจากบริเวณชั้น 2 ของตัวอาคารเหมือนคนทะเลาะกันตนจึงวิ่งขึ้นไปดูบนชั้น 2 ของบ้านตัวเองแต่ไม่พบอะไรผิดปกติ จึงวิ่งออกไปหน้าบ้านและพบกับผู้บาดเจ็บในสภาพเลือดอาบ

พร้อมกับบอกกับตนว่ามีคนร้ายเป็นชายลักษณะผอมๆ และใช้ผ้าปิดบังใบหน้าเอาไว้แอบเข้าไปในบ้านและพยายามทำมิดีมิร้ายผู้บาดเจ็บภายในห้องนอน จึงเกิดการต่อสู้กันก่อนคนร้ายจะใช้อาวุธมีดแทงเข้าที่บริเวณลำคอจนได้รับบาดเจ็บดังกล่าว ตนเห็นเลือดไหลออกเป็นจำนวนมากจึงได้ขับรถรีบนำตัวผู้บาดเจ็บส่งไปรักษาอาการบาดเจ็บที่โรงพยาบาลยโสธรอย่างเร่งด่วน

ซึ่งภายหลังตรวจที่เกิดเหตุแล้วเจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้เก็บพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุก่อนจะได้ส่งสายสืบลงพื้นที่เพื่อติดตามแกะรอยคนร้ายที่ลงมือก่อเหตุในครั้งนี้ไปดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

หนุ่มขาดยา

หนุ่มขาดยา ประสาทหลอนไล่เปิดประตูห้องพัก เพื่อนบ้านหวั่นทำร้ายโร่แจ้งตำรวจ

หนุ่มขาดยา หนุ่มโรงงานเป็นโรคประจำตัวขาดยาเกิดภาพหลอน เดินไล่ตามเปิดประตูห้องพัก เพื่อนข้างห้องต้องแจ้งตำรวจและกู้ภัยเข้ามานำตัวไปสงบสติอารมณ์และส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาล

หนุ่มขาดยา เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 28 ต.ค. 61 ศูนย์วิทยุ 191 สถานีตำรวจภูธรบ่อวินและหน่วยกู้ภัยเพียวเยี่ยงไท้ศรีราชา ได้รับแจ้งเหตุขอความช่วยเหลือจากประชาชน ที่บริเวณหอพักแห่งหนึ่ง หมู่ 6 ตำบลบ่อวิน อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี

หนุ่มขาดยา

ที่ห้องพักพบชายสวมหมวกกันน็อก ไม่สวมเสื้อ พยายามดึงประตูห้องเพื่อนๆ ที่อยู่หอพักเดียวกัน โดยก่อนหน้านี้เวลาประมาณ 12.00 น. เพื่อนข้างห้องได้ยินเสียงทะเลาะกันกับแฟน พอสักพักแฟนของชายคนดังกล่าวก็ขับรถออกไป จนชายคนดังกล่าวเดินถอดเสื้อสวมหมวกกันน็อกเที่ยวไล่ดึงประตูห้องของผู้ที่พักใกล้เคียง จนผู้ที่พักอาศัยในนั้นต่างหวาดกลัวจะถูกทำร้ายจึงโทรแจ้งกู้ภัยและตำรวจให้เข้ามาช่วย

หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยได้เข้าไปเจรจาพร้อมกับพาตัวออกมานั่งสงบสติอารมณ์ ทราบชื่อต่อมานายไกรสร อายุ 36 ปี สอบถามผู้เป็นแฟนทราบว่า นายไกรสร ได้มีโรคประจำตัวเป็นโรคลมชักและต้องกินยาประจำ และเมื่อคืนที่ผ่านมาได้กินยาไปหลังจากนั้นดื่มสุราเข้าไปพอประมาณจึงเกิดอาการขึ้นตั้งแต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมาเป็นแบบเป็นๆ หายๆ

จนช่วงสายวันนี้เป็นหนักและตัวยาที่กินเป็นประจำหมด เกิดเป็นภาพหลอนต่างๆ นานา กลัวมีใครทำร้าย ซึ่งตนกับนายไกรสรได้ทำงานโรงงานและเพิ่งย้ายมาอยู่หอพักดังกล่าวประมาณ 2 เดือน เมื่อช่วงปลายเดือนที่แล้วได้เกิดชักขึ้นต้องเรียกกู้ภัยนำส่งโรงพยาบาลไปครั้งหนึ่งแล้ว ล่าสุดทางเจ้าหน้าที่กู้ภัยเพียวเยี่ยงไท้นำตัวส่งโรงพยาบาลแหลมฉบังเพื่อทำการรักษาตามความประสงค์ของญาติต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา    https://www.sanook.com

วงจรปิดนาทีสยอง

วงจรปิดนาทีสยอง 2 ศพ เก๋งป้ายแดงซิ่งคว่ำแปดตลบ แล้วร่วงตกอุโมงค์ซ้ำ

วงจรปิดนาทีสยอง 2 ศพ หนุ่มสาวขับเก๋งป้ายแดงซิ่งข้ามแยกเมืองเชียงใหม่ เสียหลักคว่ำแปดหลบ ร่างคนขับปลิวกระเด็นออกมา ก่อนตัวรถจะร่วงตกอุโมงค์ซ้ำ หญิงสาวที่นั่งมาเสียชีวิตด้วย

วงจรปิดนาทีสยอง 2 ศพ เพจเฟซบุ๊ก “กลุ่มงานจราจร ตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่” ได้เผยแพร่ภาพคลิปวิดีโอจากกล้องวงจรปิดที่ติดตั้งอยู่บริเวณแยกหนองประทีป ถนนซูเปอร์ไฮเวย์เชียงใหม่-ลำปาง ตำบลท่าศาลา อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ บันทึกเหตุการณ์ช่วงเช้ามืดวันนี้ (27 ต.ค.) เกิดเหตุรถยนต์ขับมาด้วยความเร็วสูง ก่อนจะเสียคว่ำหลายตลบกลางแยก แล้วร่วงตกลงในอุโมงค์ทางลอด เป็นเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ

วงจรปิดนาทีสยอง

จากการตรวจสอบทราบว่า เหตุดังกล่าวเมื่อเวลาประมาณ 04.30 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เกียรติสกุล ชัยรัตนาเจริญ รองสารวัตร(สอบสวน) สภ.แม่ปิง อ.เมืองเชียงใหม่ ได้รับแจ้งว่าเกิดอุบัติเหตุรถยนต์เสียหลักพลิกคว่ำตกลงไปบริเวณทางต่างระดับสี่แยกหนองประทีป มีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หลังทราบเรื่องจึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ

ก่อนจะพบรถยนต์มาสด้า สีแดง ทะเบียนป้ายแดงจากกรุงเทพมหานคร จอดเป็นซากอยู่ใต้อุโมงค์ทางลอดทางแยก สภาพพังยับเยินทั้งคัน ขณะเดียวกันพบศพผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 2 ราย ทราบชื่อต่อมาคือ นายพีระพงษ์ อายุ 25 ปี และ นางสาวสุภาวดี อายุ 29 ปี สภาพศพผู้เสียชีวิตมีบาดแผลฉกรรจ์หลายแห่ง เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่จึงได้ประสานแพทย์เวรเข้าร่วมตรวจสอบและนำศพออกจากที่เกิดเหตุ

จากการสอบถามพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า รถยนต์คันดังกล่าวได้ขับขี่มาตามถนนสายเชียงใหม่-ลำปาง ด้วยความเร็วสูง กระทั่งมาถึงยังบริเวณทางแยก ประกอบกับผู้ขับขี่รถอาจจะไม่ชินเส้นทาง ทำให้รถเสียหลักพุ่งขึ้นเกาะกลางถนน ก่อนที่รถยนต์จะพลิกคว่ำตีหลายตลบ ร่างของคนขับกระเด็นออกมาจากตัวรถ ก่อนจะเสียชีวิตอยู่เหนืออุโมงค์

จากนั้นรถได้ไถลไปชนกับราวกั้นอุโมงค์และร่วงตกลงไปด้านล่าง โดยระหว่างนั้นร่างของฝ่ายหญิงได้กระเด็นออกจากตัวรถห่างไปเกือบ 100 เมตร ทำให้เสียชีวิตทั้งคู่ ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่จะได้ส่งร่างผู้เสียชีวิต ไปทำการผ่าพิสูจน์ยังแผนกนิติเวช โรงพยาบาลมหาราชอีกครั้งหนึ่ง ก่อนจะได้ติดต่อญาติผู้เสียชีวิตให้มารับศพไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ตำรวจอยุธยาลุยจับ

ตำรวจอยุธยาลุยจับ “เด็กแว้น” ยึดรถนับร้อยคัน สุ่มตรวจเจอฉี่ม่วง-ซุกยาบ้าด้วย

ตำรวจอยุธยาลุยจับ ( 27 ต.ค. 61 ) พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รรท. ผบก. พ.ต.อ.ภัทรภณ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา รอง ผบก. พ.ต.อ.สง่า ธีรศรัณยานนท์ รอง ผบก. ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พ.ต.อ.ภัทรภัทร นุชยวง ผกก.สส.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ตำรวจอยุธยาลุยจับ ร่วมกันแถลงข่าวผลการป้องกันกวดขันการ แข่งขันรถในทางสาธารณในทางสาธารณะ ตามโครงการ “คนดีต้องอยู่เย็นเป็นสุข โจรผู้ร้ายต้องอยู่ร้อนนอนทุกข์”

ผลการดำเนินการเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ร่วมกับ อุตสาหกรรมจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายทหาร ตรวจค้นร้านจำหน่ายท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และร้านแต่งรถจักรยานยนต์ที่เป็นบ่อเกิดของปัญหาที่ส่งเสริมและสนับสนุนให้เด็กและเยาวชนแต่งรถซิ่ง สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชนซึ่งมีการปฏิบัติ

ตำรวจอยุธยาลุยจับ

โดยตรวจค้นร้านซ่อมจำหน่ายอะไหล่ ท่อไอเสียรถจักรยานยนต์ 25 ร้าน ไม่พบท่อไอเสียหรืออุปกรณ์ที่ไม่ได้มาตรฐานอุตสาหกรรมแต่อย่างใด ตรวจยึดรถจักรยานยนต์ จำนวน 203 คัน ท่อไอเซีย 18 อัน จับกุมผู้กระทำความผิด 52 คน เป็นเยาวชน จำนวน 11 คน

และสุ่มตรวจปัสสาวะหาสารเสพติด พบมีสารเสพติด1 คน และจากการตรวจค้นกลุ่มวัยรุ่นที่กระทำความผิดสามารถจับกุมตัว นายอนุสรณ์ อายุ 33 ปี ได้พร้อมของกลางยาบ้าจำนวน 9 เม็ด จึงควบคุมตัวส่งพนักงานสอบสวน ดำเนินคดี

พล.ต.ต.โชคชัย งามวงศ์ รรท. ผบก.ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า จากการได้รับเรื่องราวร้องเรียนของศูนย์วิทย์ 191 ภ.จว.พระนครศรีอยุธยา เรื่องของกลุ่มเด็กแว้น สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้กับประชาชน

พบว่าในช่วงเดือน กันยานยน 2561 มีการโทรเข้ามาแจ้งร้องเรียนสูงมากถึง 95 เปอร์เซ็นต์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจึงต้องดำเนินการปราบปราม ทำการกวดขันจับกุม เด็กแว้นที่รวมกลุ่มกันออกมาขับขี่รถจักรยานยนต์แข่งขัน บนถนนทางสายหลักต่างๆ สร้างความเดือนร้อนกับประชาชน ก่อให้เกิดอุบัติเหตุสร้างความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

และมีกลุ่มมิฉาชีพที่แฝงตัวเข้ามาก่ออาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ ด้วย จึงอยากฝากไปยังผู้ปกครอง อบรม ดูแลลูกหลานไม่ให้ออกมารวมตัว มั่วสุม หรือมีพฤติกรรมแข่งขันรถในทางสาธารณะ ส่วนเด็กและเยาวชนที่มีพฤติกรรมแข่งขันรถในทางสาธารณะ

ในส่วนของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ส่งเสริมหรือยินยอมให้เด็กประพฤติตนไม่สมควรออกมาแข่งขันรถในทางสาธารณะหรือขับขี่ในลักษณะไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้อื่น อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 และตามคำสั่ง คสช. ที่ 22/58 กรณีพบเด็กเยาวชนรวมกลุ่มหรือมั่วสุมให้ถือเป็นความรับผิดชอบของบิดา มารดา หรือผู้ปกครอง

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

เปิดโฉมหน้าตีนผี

เปิดโฉมหน้าตีนผี ซิ่งฝ่าไฟแดงชนนักปั่นฟิลิปปินส์ตาย สารภาพมองไม่เห็น

เปิดโฉมหน้าตีนผี ตำรวจหิ้วตัวโชเฟอร์รถตู้ฝ่าไฟแดงชนนักปั่นชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต พบกำลังวางแผนหนีไปเขมร ผลฉี่เป็นสีม่วง สารภาพมองไม่เห็น หลักฐานชัดตั้งใจฝ่าไฟแดง

เปิดโฉมหน้าตีนผี (26 ต.ค.) พล.ต.ต.ธีรพล จินดาหลวง ผบก.ภ.จว.ฉะเชิงเทรา พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิพนธ์ คล้ายสิงห์ ผกก.สภ.แสนภูดาษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้นำตัว นายชุติพันธุ์ อายุ 29 ปี คนขับรถตู้ฝ่าสัญญาณไฟจราจรจนเกิดอุบัติเหตุพุ่งชนเข้ากับรถจักรยานของ นายรัสเซลล์ เปเรซ นักปั่นระยะไกลชาวฟิลิปปินส์เสียชีวิต ตามข่าวที่รายงานไปแล้วนั้น

เปิดโฉมหน้าตีนผี

พล.ต.ต.ธีรพล กล่าวว่า หลังเกิดเหตุทางทีมชุดสืบสวนได้พยายามติดตามหาหลักฐาน จนได้ภาพจากกล้องวงจรปิดของร้านค้าริมทางตรงจุดเกิดเหตุ และตามเส้นทางการหลบหนีจนทราบทะเบียนรถที่ก่อเหตุ และติดตามไปจนทราบถึงตัวผู้ขับขี่ในเวลาต่อมาว่าคือ นายชุติพันธุ์ ที่ได้ให้การยอมรับสารภาพว่าเป็นผู้ขับขี่รถคันเกิดในวันเกิดเหตุจริง

นายชุติพันธุ์ มีอาชีพเป็นพนักงานขับรถให้กับบริษัทนายจ้าง ซึ่งประกอบธุรกิจรถตู้รับจ้างเหมา โดยวิ่งรับส่งแบบจ้างเหมาลูกค้าจากชายแดน หรือผู้ไปเล่นการพนันในบ่อนคาสิโนเข้ามาส่งยังในกรุงเทพฯ โดยได้ค่าจ้างเที่ยวละ 500 บาท ซึ่งในวันนั้นได้รับการว่าจ้างให้ไปส่งลูกค้าจากตลาดโรงเกลือไปยังในเขตลาดกระบัง กรุงเทพฯ ในราคา 2,500 บาท และกำลังจะขับรถเดินทางกลับไปยัง จ.สระแก้ว

ขณะเกิดเหตุผู้ต้องหาอ้างว่ามองไม่เห็นคู่กรณีจึงเกิดการเฉี่ยวชนกันขึ้น หลังเกิดเหตุแล้วได้ขับรถหลบหนีไปที่ตลาดโรงเกลือ จ.สระแก้ว โดยได้ไปแจ้งให้แก่เจ้าของรถทราบ จากนั้นทางเจ้าของรถจึงได้ไปแจ้งเคลมประกันภัยโดยให้ปากคำว่ารถไปเฉี่ยวชนกับวัวมาจนได้รับความเสียหาย ก่อนที่จะส่งรถไปซ่อมยังที่อู่ในเขตพื้นที่มีนบุรีกรุงเทพฯ โดยเจ้าหน้าที่จึงได้ไปติดตามตรวจยึดรถกลับคืนมาได้

จากการที่เข้าไปตรวจสอบตรงจุดเกิดเหตุ บริเวณสัญญาณไฟแยกหัวเนินซึ่งเป็นระบบออโต้แล้ว พบว่าตามวันเวลาที่เกิดเหตุรถตู้ขับผ่านทางแยกไปนั้น เป็นช่วงจังหวะสัญญาณไฟแดงทางฝั่งของรถตู้ที่ขับผ่าน ส่วนทางฝั่งด้านของนักปั่นจักรยานที่ปั่นออกมานั้นเป็นสัญญาณไฟเขียว จึงแสดงว่าผู้ขับขี่รถตู้นั้นตั้งใจขับฝ่าสัญญาณไฟแดงมาเฉี่ยวชนกับรถของผู้ตาย

ทางพนักงานสอบสวนจึงได้ขอหมายจับจากศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ทำการจับกุมตัวมาดำเนินคดีในข้อหา ขับรถโดยประมาท จนเป็นเหตุทำให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถก่อให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินผู้อื่น ไม่หยุดช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุให้แก่เจ้าพนักงานทราบ และ ขับรถฝ่าฝืนสัญญาณไฟแดง

นอกจากนี้หลังจากทำการควบคุมตัวมาสอบสวนและทำการตรวจปัสสาวะ ปรากฏว่าพบเป็นสีม่วงด้วย จึงจะได้ตั้งข้อกล่าวหาเกี่ยวกับเรื่องของการเสพยาเสพติดด้วย

โดยผู้ต้องหาได้ให้การรับสารภาพว่าได้ทำการเสพยามาจริง หลังจากเกิดเหตุ เพราะเกิดความเครียดจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้น และหากเมื่อวานนี้ทางเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวนยังไม่สามารถติดตามจับกุมตัวมาได้ ทราบว่าผู้ต้องหากำลังเตรียมที่จะหลบหนีข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชาด้วย

สำหรับการดำเนินคดีในเรื่องนี้ได้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ในส่วนของคดีอาญานั้นพนักงานสอบสวนจะได้ทำสำนวนสอบสวนตั้ง 3 ข้อหาหลัก ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการเพื่อฟ้องศาลต่อไป ส่วนคดีทางแพ่งนั้นเนื่องจากรถตู้คันนี้มีการทำประกันภัยประเภทหนึ่งเอาไว้กับบริษัทกรุงเทพประกันภัย ก็จะให้ทางบริษัทประกันภัยเข้ามาเจรจาในเรื่องค่าเสียหายกับทางฝ่ายของผู้ตายต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com

ฝากขังแล้ว

ฝากขังแล้ว 3 นศ. สวมบทโจรปล้นทรัพย์รุ่นพี่ แก้แค้นชอบโยนความผิด

ฝากขังแล้ว 3 นศ. ปวส.ปี 2 ร่วมกันวางแผนก่อเหตุปล้นทรัพย์รุ่นพี่ โดยหนึ่งในผู้ต้องหาทำทีนั่งรถมากับผู้เสียหาย สารภาพก่อเหตุเพราะแค้นส่วนตัว ไม่ได้หวังทรัพย์สิน

ฝากขังแล้ว 3 นศ. วันที่ 24 ต.ค. 61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณี 2 วัยรุ่น ก่อเหตุชิงทรัพย์ นายถิรวุฒิ อายุ 21 ปี กับ นายวศิน อายุ 26 ปี ที่นั่งอยู่ภายในรถเก๋ง โดยถูก 2 วัยรุ่น ใช้ปืนข่มขู่และได้ทรัพย์สินไปทั้งนาฬิกา โทรศัพท์ สร้อยทองคำ รวมเป็นเงินกว่า 50,000 บาท

โดยภายหลังหนึ่งในผู้เสียหาย คือ นายถิรวุฒิ รับสารภาพว่าเป็นคนวางแผนกับเพื่อนอีก 2 คน มาก่อเหตุชิงทรัพย์ นายวศิน เนื่องจากคับแค้นใจที่ นายวศิน ชอบโยนความผิดให้ตลอดเวลา ทำให้ตนเองต้องไปชดใช้หนี้ให้หลายครั้ง

ฝากขังแล้ว

ล่าสุด เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ผ่านมา ร.ต.อ.ชิตพงศ์ ช่างประดิษฐ์ ร้อยเวร สภ.รัตนาธิเบศร์ ได้ควบคุมตัว นายอุเทน หรือ มอส อายุ 21 ปี นายวชิระ หรือ โอ อายุ 21 ปี และ นายถิรวุฒิ หรือ นนท์ อายุ 21 ปี ทั้ง 3 คน เป็นนักศึกษา ปวส.ปี 2 เทคโนโลยีแห่งหนึ่ง ผู้ต้องหาคดีปล้นทรัพย์โดยใช้อาวุธปืน และยานพาหนะเพื่อสะดวกในการหลบหนี เหตุเกิดภายในซอยไทยยานนท์ 17 หมู่ 8 ถนนสนามบินน้ำ ต.บางกระสอ อ.เมือง จ.นนทบุรี เมื่อวันที่ 22 ต.ค. ที่ผ่านมา โดยนำตัวไปฝากขังยังศาลจังหวัดนนทบุรี ก่อนดำเนินคดี

ในระหว่างควบคุมตัว ผู้ต้องหาทั้ง 3 คน มีสีหน้าอิดโรย พร้อมทั้งบอกว่าอยู่ในห้องควบคุมตัวไม่ค่อยสบาย เข็ดแล้ว และเหตุครั้งนี้พวกตนคาดไม่ถึงว่าจะเป็นแบบนี้ จะไม่ทำอีกแล้ว เนื่องจากถูกควบคุมตัวที่ สภ.รัตนาธิเบศร์

หลังถูกจับกุมตัวได้ โดยผู้ปกครองของทั้ง 3 คน ไม่ได้ยื่นขอประกันตัวแต่อย่างใด ผู้ปกครองได้แต่เดินทางมาเยี่ยมโดยนำอาหารและน้ำมาส่งให้เท่านั้น ซึ่งหลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการส่งตัวฝากขังแล้ว คาดว่าผู้ปกครองจะทำเรื่องขอประกันตัวต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา     https://www.sanook.com

ลุงขายกะทิช็อก

ลุงขายกะทิช็อก เงินเก็บทั้งชีวิตฝากธนาคาร “สาวแบงก์” แอบยักยอก 6.7 แสน

ลุงขายกะทิช็อก ช็อกสุดขีด เงินเก็บทั้งชีวิต ฝากประจำลอยหายจากแบงก์ทั้งที่ไม่ได้ถอน โร่แจ้งความ ตร. 3 ราย ยอดรวมเกือบ 2 ล้านบาท ด้าน สนง.ใหญ่สาวแบงก์ตัวแสบ สั่งคืนเงินลูกค้าใน 2 วัน

ลุงขายกะทิช็อก วันที่ 22 ตุลาคม 2561 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายประสงค์ชัย อายุ 69 ปี อยู่ในสภาพวิตกกังวล หลังได้รับหนังสือยืนยันเพื่อการสอบบัญชี จัดทำเพื่อตรวจสอบความถูกต้อง ของยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝากประจำ ประเภท 12 เดือน ของสถาบันการเงินแห่งหนึ่ง สาขาในเขตเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ ที่มี นายประสงค์ชัย มากบำรุง เป็นเจ้าของบัญชี ซึ่งจำนวนยอดเงินสุทธิที่ธนาคารแจ้ง ไม่ตรงความเป็นจริงกับยอดเงินที่นำไปฝาก

จากยอดเงินทั้งหมด 702,000 บาท เหลือเพียง 32,000 บาท จึงประสานไปยัง จนท.ธนาคารให้ทราบเรื่อง พร้อมลงบันทึกว่า เงินถูกถอนออกจากบัญชีโดยไม่ได้เป็นผู้ทำรายการถอนเงินแต่อย่างใด โดยได้ประสานงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 ผ่านมา 4 เดือน แต่ยังไม่ได้ความคืบหน้า จำเป็นต้องเข้าแจ้งความลงบันทึกประจำไว้เป็นหลักฐาน ที่ สภ.เมืองอุตรดิตถ์ ล่าสุดมีลูกค้าจากธนาคารเดียวกัน เข้าแจ้งความแล้ว 3 ราย รวมยอดเงินกว่า 1.7 ล้านบาท

ลุงขายกะทิช็อก

นายประสงค์ชัย กล่าวว่า ตนเป็นลูกค้าของธนาคารดังกล่าวมาเป็นเวลานาน มีความไว้ใจ หลังเริ่มเก็บออมเงิน จากการคั้นกะทิสดขาย ที่ตลาดเทศบาลเมืองอุตรดิตถ์ มานานกว่า 20 ปี จัดสรรเงินเป็น 2 ส่วน โดยฝากประเภทออมทรัพย์ที่สามารถเบิกถอนได้ง่าย นำมาลงทุนคั้นกะทิ อีกส่วนนำฝากประจำ 12 เดือน

หวังดอกเบี้ยในบั้นปลายชีวิต จำนวน 1,002,000 บาท ตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2560 จากนั้นได้ถอนด้วยตัวเอง 2 ครั้ง เป็นเงินรวม 300,000 บาท จึงเหลือยอดเงินในบัญชี 702,000 บาท

หลังมีหนังสือแจ้งให้ตรวจสอบความถูกต้องของยอดเงินคงเหลือในบัญชีเงินฝาก พบว่าเหลือ 32,000 บาท จึงรีบไปแจ้งกับ จนท.ธนาคารว่า เงินในบัญชีไม่ตรงความเป็นจริง และมีเงินหายออกจากบัญชีไปจำนวน 670,000 บาท มีการถอนออก 5 ครั้ง ซึ่งยังไม่รวมดอกเบี้ย จนท.ธนาคารให้ลงบันทึกไว้ และจะเร่งนำเงินมาคืน แต่เวลาล่วงเลยมา 4 เดือน จึงวิตกกังวล

เพราะนั่นคือเงินที่เก็บออมจากการทำมาหาเก็บของตนและภรรยากว่า 20 ปี ที่ต้องตื่นแต่เที่ยงคืนทุกวันไม่มีวันหยุด เพื่อคั้นกะทิสดส่งลูกค้า จึงตัดสินใจเข้าปรึกษา พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ และแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

ด้าน พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ กล่าวว่า ล่าสุดมีประชาชนซึ่งเป็นลูกค้าของธนาคารแห่งนี้ จำนวน 3 ราย ได้เข้าแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน หลังจากตรวจสอบพบว่า ยอดเงินฝากประจำ 12 เดือน ของธนาคารดังกล่าว หายไปจากบัญชี โดยที่เจ้าของบัญชีไม่ได้ทำการถอนเงินแต่อย่างใด รายแรก 702,000 บาท รายที่ 2 จำนวน 577,000 บาท และรายที่ 3 เป็นผู้สูงวัย อายุ 90 ปี จำนวน 500,000 บาท รวมยอดเงิน 1,779,000 บาท

สำหรับในทางสอบสวนของคดีดังกล่าว ได้มอบให้ทางสารวัตรสืบสวน ได้เรียก ผจก.ธนาคารมาสอบสวน จากหลักฐานในเบื้องต้นของความเสียหายในครั้งนี้ น่าจะเกิดจากการกระทำของพนักงานธนาคาร ซึ่งทางธนาคารจะเป็นผู้เสียหายในการดำเนินคดี หลักทรัพย์นายจ้าง ในทางแพ่ง เจ้าของเงินสามารถเรียกร้องให้ธนาคารชดใช้เงินพร้อมดอกเบี้ยได้

อย่างไรก็ตาม ตนอยากฝากไปยังเจ้าของบัญชีเงินฝาก โดยเฉพาะฝากประจำ ต้องหมั่นตรวจเช็กยอดเงินเพื่อความถูกต้อง เพราะบางเรื่องไม่น่าจะเกิด ก็เกิดขึ้นได้ในสังคมนี้ ประชาชนมีความมั่นใจ ไว้ใจต่อสถาบันการเงิน จึงนำเงินไปฝาก แต่กลับเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝัน

ล่าสุด มีรายงานว่า พ.ต.อ.ดิษยเดช พัชรภูวดล ผกก.สภ.เมืองอุตรดิตถ์ เปิดเผยว่า ได้ตรวจสอบเรื่องดังกล่าวจนรู้ว่า ที่แท้เป็นพนักงานแบงก์สาว ที่กระทำการทุจริตถ่ายเทเงินไป แต่ปิดเรื่องเงียบนาน …

หนีไม่รอด

หนีไม่รอด แท็กซี่ปล้นสร้อยคอทองวิศวกรหนุ่ม ขายใช้หนี้หมดแล้ว

หนีไม่รอด รวบแล้ว! แท็กซี่ลักสร้อยคอทองคำวิศวกรหนุ่ม สารภาพเอาไปจำนำใช้เล่นการพนันหมดแล้ว

หนีไม่รอด นายพิชัย หรือ เตี้ย อายุ 48 ปี ผู้ขับขี่รถยนต์แท็กซี่ โตโยต้า สีชมพู ผู้ต้องหาในคดีลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ถูกตำรวจ สน.ประเวศ ถูกจับกุมตัวได้ หลังก่อเหตุลักทรัพย์ผู้โดยสารบริเวณริมถนนพระราม 9 แขวงและเขตสวนหลวงเมื่อกลางดึกของ วันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา

พ.ต.อ.อลงกรณ์ ศิริสงคราม กำกับการ สน.ประเวศ กล่าวว่า นางพัชราภรณ์ ได้มาแจ้งความว่า นายนรพร ซึ่งเป็นบุตรชาย ถูกคนขับแท็กซี่ชิงทรัพย์ หลังจากมีอาการมึนเมา เนื่องจากไปดื่มเหล้าที่ร้าน ย่านเอกมัย เมื่อวันที่ 13 ตุลาคม ก่อนที่จะถูกปล่อยทิ้งไว้บริเวณถนนศรีนครินทร์ และถูก 3 คนร้ายที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้รุมทำร้ายร่างกาย

หนีไม่รอด

ทั้งนี้ จากการสืบสวนทราบว่า รถแท็กซี่คันที่ผู้เสียหายนั่งมาในวันเกิดเหตุคือแท็กซี่ของสหกรณ์แท็กซี่ไทย มี นายพิชัย เป็นคนขับ เมื่อวานที่ผ่านมาตำรวจฝ่ายสืบสวน ได้โทรศัพท์ติดต่อให้นายพิชัยเข้ามาพบที่ สน.ประเวศ เพื่อซักถามรายละเอียดเกี่ยวกับคดีที่เกิดขึ้น

โดย นายพิชัย ยอมรับว่าในวันเกิดเหตุได้รับตัวผู้เสียหายมาจากซอยเอกมัย 10 ระหว่างทางผู้เสียหายนอนหลับตนเองมองเห็นสร้อยคอทองคําที่ผู้เสียหายใส่ไว้ที่คอหลุดตกลงไปข้างเบาะนั่งข้างตัวผู้โดยสาร จึงหยุดรถแล้วหยิบเอาสร้อยคอทองคำของผู้เสียหายมาใส่ไว้ในกระเป๋า

เมื่อถึงห้างซีคอนสแควร์ถนนศรีนครินทร์จึงปลุกผู้โดยสารแล้วให้ลงจากรถ จากนั้นได้นำสร้อยคอไปจำนำไว้ที่ซอยสุขสวัสดิ์ 10 ได้เงินจำนวน 16,500 บาท และได้นำไปใช้เล่นการพนันจนหมดแล้ว ทั้งนี้ ตำรวจฝ่ายสืบสวนได้ประสานที่โรงรับจำนำที่ผู้ต้องหานำทองไปจำนำไว้และถ่ายภาพมาให้ผู้เสียหายยืนยันว่าเป็นทองรูปพรรณของกลาง ที่ได้ลักเอาไปจากผู้เสียหายจริง

อย่างไรก็ตาม วันนี้ตำรวจได้นำตัว นายพิชัย ออกมาจากห้องควบคุมผู้ต้องหาเพื่อไปชี้รถแท็กซี่ คันที่ใช้ในการก่อเหตุ สำหรับตัวนายพิชัยตำรวจ สน.ประเวศ จะดำเนินคดีในข้อหาเสพยาเสพติดแล้วขับรถ ส่วนข้อหาลักทรัพย์ในเวลากลางคืน ตำรวจสน.คลองตัน ในฐานะพื้นที่เกิดเหตุจะต้องมาอายัดตัวผู้ต้องหาไปดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา   https://www.sanook.com