ยิง

เสี่ยเจ้าของบ่อเลี้ยงกุ้งบุก ยิง แฟนหนุ่มวัย 18 ปี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (9 พ.ค.) เมื่อเวลา 07.45 น. สภ.เมืองอุบลราชธานี รับแจ้งเหตุยิงกันเสียชีวิต ภายในบ้านหลังหนึ่ง หมู่ที่ 1 บ้านข่าโคม ต.ปะอาว อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ครึ่งปูนสองชั้น

ภายในห้องนอนพบศพ นายณัฐวุฒิ หรือ เป๊ก อายุ 18 ปี สภาพศพนอนหงายเสียชีวิต มีบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนพกสั้นไม่ทราบชนิดและขนาด ที่บริเวณขมับขวา 1 นัด หัวกระสุนฝังใน

จากการสอบถาม ผู้เห็นเหตุการณ์ ทราบว่า ผู้ก่อเหตุคือ นายวีระพงษ์ อายุ 31 ปี เจ้าของบ่อกุ้ง ก่อนเกิดเหตุนายวีระพงษ์ ได้ขับรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า เวฟ สีขาว มาจอดที่หน้าบ้าน ที่เกิดเหตุ ถามหานายณัฐวุฒิ ผู้ตาย

ซึ่ง น.ส.สุจิตรา อายุ 42 ปี เจ้าของบ้าน จึงบอกว่านอนอยู่ในห้องจากนั้นนายวีระพงษ์ ก็เดินไปเปิดประตูเข้าห้อง ก่อนให้ลูกชายตนเองและเพื่อนรวม 3 คน ออกมาจากห้อง โดยนายวีระพงษ์ บอกว่าต้องการพูดคุยกับนายณัฐวุฒิ ซึ่งเป็นแฟนกันเพื่อปรับความเข้าใจ หลังจากมีเรื่องทะเลาะกัน

จากนั้นได้ยินเสียงปืนดังขึ้น 1 นัด นายวีระพงษ์ ได้ออกจากห้องขับขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีไป จึงเข้าไปดูภายในห้องพบว่านายณัฐวุฒิถูกยิงด้วยอาวุธปืนเสียชีวิตภายในห้องนอนดังกล่าว

พ.ต.ท.พรศักดิ์ เหลือนาค รองผกก.สส.สภ.เมืองอุบลราชธานี กล่าวว่า จากการสอบสวนกลุ่มเพื่อนของผู้เสียชีวิตที่อยู่ด้วยกันทราบว่า นายวีระพงษ์กับนายณัฐวุฒิได้คบหาเป็นแฟนกันแบบชายรักชาย มานานกว่า 1 ปี

แต่ระยะหลังนายณัฐวุฒิต้องการเลิกรา เนื่องจากไปติดพันหญิงสาวคนหนึ่ง ทำให้นายวีระพงษ์ ไม่พอใจและเคยส่งข้อความผ่านเฟซบุ๊ก บอกกับนายณัฐวุฒิในทำนองว่า “ถ้าเขาไม่มีความสุข ก็อย่าหวังจะมีความสุขเช่นกัน” ก่อนจะมาก่อเหตุดังกล่าว

ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจจาก กก.สส.ภ.จ.อุบลราชธานี ตามรวบตัวนายวีระพงษ์ ได้ที่รีสอร์ตแห่งหนึ่งในตัวเมือง จ.ศรีสะเกษ

ขอบคุณแหล่งที่มา www.sanook.com

ปาดคอ

ผัวใหม่หึงโหด ฆ่า ปาดคอ เมีย หนีความผิดไปนอนให้รถไฟเหยียบ

(8 พ.ค.) เมื่อเวลา 22.45 น. สภ.กลางดง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา รับแจ้งจากหน่วยกู้ชีพเทศบาลตำบลสีมามงคล ว่ามีเหตุทำร้ายร่างกายปาดคอหญิง เสียเลือดมากเสียชีวิตแล้วบนแคร่ไม้ หน้าห้องเช่าแห่งหนึ่ง ซอยศรีบรรจง ข้างวัดปางอโศก หมู่ที่ 1 บ้านปางอโศก ต.กลางดง

เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุ หน้าห้องเช่า เลขที่ 9 พบร่างนางดวงมะลิ อายุ 53 ปี นั่งเสียชีวิตอยู่บนแคร่ไม้ สวมผ้าถุงกระโจมอก ไม่สวมเสื้อ เลือดนองพื้น ที่หน้าห้องฝั่งตรงข้ามมีกองเลือด ที่ศพพบว่าคอถูกปาดด้วยของมีคม ยาว 7-8 ซม.หลอดลมขาด ในห้องพบกองเลือดอยู่ข้างที่นอน ในกระเป๋าข้างที่นอนพบบัตรประชาชนของสามีซึ่งเป็นผู้ก่อเหตุ ชื่อ นายครู่ หรือ ศร อายุ 61 ปี ที่หลบหนีไปหลังเกิดเหตุ

จากการสอบสวน ผู้เห็นเหตุการณ์เปิดเผยว่า ช่วงกลางวันพวกตนขับรถบรรทุกพ่วง เพื่อบรรทุกหินก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง มาเช่าห้องนอนพัก ขณะกำลังนอนพักและดูโทรทัศน์อยู่ในห้อง ได้ยินเสียงเคาะประตูและร้องให้ช่วย

ตนจึงเปิดหน้าต่างบานเกล็ดออกดู พบนางดวงมะลิ ที่พักห้องฝั่งตรงข้าม เอามือปิดที่คอเลือดเต็มร่าง ร้องไห้ช่วย จึงได้ถามว่าเป็นอะไรก็ไม่พูด ได้แต่ชี้ไปในห้องพัก จากนั้นได้ไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ พวกตนจึงออกไปดู พร้อมโทรศัพท์แจ้ง 191 แต่นางดวงมะลิ เสียชีวิตก่อนที่รถพยาบาลหน่วยกู้ชีพจะมาถึง

ต่อมาเวลาประมาณ 00.15 น. (9 พ.ค.) ได้รับแจ้งจาก นายสุทธิชัย โสภณ นายสถานีรถไฟกลางดง ว่ารถไฟดีเซลราง รับผู้โดยสารจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้า จ.หนองคาย ได้ชนคนที่นอนพาดรางรถไฟ อยู่บริเวณหลักเสาโทรเลข 162/9-163 ห่างจากสถานีรถไฟกลางดงประมาณ 1 กม.สภาพขาทั้ง 2 ข้างถูกทับขาขาดเละ

และพบว่าเป็นผู้ตายคือนายครู่ หรือ ศร อายุ 61 ปี ที่ปาดคอนางดวงมะลิ ภรรยา จนเสียชีวิตแล้วหลบหนีมาให้รถไฟทับ แต่ไม่ตาย หน่วยกู้ชีพกลางดง จึงปฐมพยาบาล รีบนำส่ง รพ.ปากช่องนานา แต่ด้วยอาการสาหัสเกินไป จึงนำตัวส่งต่อไปรักษาที่ รพ.มหาราช นครราชสีมา

จากการสอบสวนทราบว่า นางดวงมะลิ ผู้เสียชีวิต มีอาชีพรับจ้างปอกเปลือกข้าวโพดหวาน เคยพักอยู่ที่ห้องเช่าห้องที่เกิดเหตุกับสามีคนเก่า แต่เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา สามีประสบอุบัติเหตุ เมาสุราขี่รถจักรยานยนต์ตัดหน้ารถเก๋งจนเสียชีวิต

ต่อมาได้ นายครู่ หรือ ศร เป็นสามีคนใหม่ ก่อนเกิดเหตุช่วงเย็น นายครู่ หรือ ศร ได้ไปเบิกเงินค่ารับจ้างทำงาน ซื้อเหล้าขาวมาดื่มในห้อง แล้วมีปากเสียงกันด้วยความหึงหวง จึงถึงกับใช้มีดปาดคอนางดวงมะลิ แล้วหลบหนีไปนอนพาดบนรางรถไฟเพื่อหนีความผิด แต่รถไฟชนกระเด็นก่อนที่จะทับขาจนขาดทั้ง 2 ข้างอาการสาหัส ปางตาย ซึ่งตำรวจจะได้อายัดตัวเพื่อดำเนินคดีต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/news/7765174/

ต้นซอยตัน

ดับ “ต้น ซอยตัน” หาญสู้หวิดกระสุนเฉี่ยวหัว

จับตายยานรกเอเย่นต์รายใหญ่มาบตาพุด

ชัก .38 ยิงสู้เปิดทางหนี สุดท้ายไม่รอด โดนวิสามัญฯคาที่ กลายเป็นผีเฝ้ารถเก๋ง เผย ร.ต.ต.รอดตายหวุดหวิด กระสุนทะลุกระจกเฉี่ยวหัวเมื่อวันที่ 5 พ.ค.62 พ.ต.ต.เจริญ เดชพ่วง สว.(สอบสวน) สภ.มาบตาพุด จ.ระยอง เปิดเผยว่า เมื่อเวลาประมาณ 19 นาฬิกาเศษ วันที่ 4 พ.ค. ตนได้รับแจ้งมีเหตุวิสามัญฆาตกรรมเอเย่นต์ยาเสพติดในซอยชากฝรั่ง 3 ชุมชนโขดหิน เขตเทศบาลเมืองตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง จึงรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ก่อนเดินทางไปสอบสวนยังที่เกิดเหตุพร้อมด้วย พ.ต.อ.เมธา วงศ์อนันต์นนท์ ผกก.สภ.มาบตาพุด และประสานเจ้าหน้าที่วิทยาการ พิสูจน์หลักฐาน จ.ระยอง แพทย์ โรงพยาบาลระยอง อัยการจังหวัดระยอง ฝ่ายปกครองอำเภอเมืองระยอง เข้าตรวจชันสูตรพลิกศพ

ซึ่งในที่เกิดเหตุพบรถยนต์เก๋ง ฮอนด้า ซีวิค สีบรอนซ์ทอง ทะเบียน ขง 3379 ระยอง สภาพถูกชนได้รับความเสียหาย ที่บริเวณกระจกด้านข้างคนขับและฝากระโปรงรถมีรอยกระสุนปืนทะลุหลายแห่ง ภายในรถพบผู้เสียชีวิตเป็นชาย ตามร่างกายถูกกระสุนปืนยิงหลายแห่งนั่งก้มหน้าเสียชีวิตอยู่คาเบาะนั่งคนขับ มือขวากำปืนพกสั้น ทราบต่อมาชื่อคือ นายณัฐวุฒิ เปรมเดช อายุ 30 ปี หรือเจ้าของฉายา “ต้น ซอยตัน” เอเย่นต์ยาเสพติดระดับขาใหญ่ในเขตมาบตาพุด ตรวจค้นภายในรถพบยาบ้า 1 มัด จำนวน 2 พันเม็ด

วางอยู่บนเบาะที่นั่งข้างคนขับ นอกจากนี้ในที่เกิดเหตุยังพบรถกระบะ 2 คัน จอดปิดหน้ารถเก๋งมีรอยเฉี่ยวชนได้รับความเสียหาย ทราบต่อมาเป็นรถของเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง พร้อมกันนี้ยังพบปลอกกระสุนปืนขนาดต่างๆ ตกเกลื่อนบนถนน รวม 9 นัด

โดยพฤติการณ์การกระทำวิสามัญฆาตกรรม สืบเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง นำโดย พ.ต.อ.เฉลิมเดช เฉลิมวงศ์ ผกก.สืบสวน ตำรวจภูธรจังหวัดระยอง ได้สืบทราบว่า นายณัฐวุฒิ เปรมเดช หรือ “ต้น ซอยตัน” เอเย่นต์ยาเสพติดรายสำคัญ มีหมายจับ สภ.มาบตาพุด

ได้มีการนัดส่งยาบ้าให้กับลูกค้าในซอยชากฝรั่ง 3 ชุมชนโขดหิน จึงวางกำลังดักซุ่มเพื่อจับกุม จนถึงเวลานัดหมายพบรถเก๋งฮอนด้า ซีวิคคันดังกล่าวขับเข้ามาในซอย มีลักษณะตรงตามที่สายลับรายงาน จึงได้ขับรถตามประกบจอดปิดถนนเพื่อขอตรวจค้นและจับกุม

“แต่แทนที่คนในรถจะจอดให้เจ้าหน้าที่ตรวจค้นแต่โดยดี กลับพยายามจะขับฝ่าหลบหนี พร้อมชักปืนยิงใส่รถตำรวจ 3 นัด เพื่อเปิดทางหลบหนี ลูกกระสุนปืนทะลุกระจกเฉี่ยวศีรษะของ ร.ต.ต.พิสันต์ ยั่งยืน รอง สว.สส. ที่นั่งอยู่ในรถ ทำให้กระจกแตกบาดศีรษะเลือดอาบเป็นแผลฉกรรจ์ จากนั้นตำรวจภายในรถจึงได้ระดมยิงใส่รถเก๋งคันดังกล่าวแบบไม่ยั้งจนสิ้นเสียงปืน จึงเข้าตรวจสอบพบว่าคนในรถเก๋งคือ นายณัฐวุฒิ หรือ “ต้น ซอยตัน” ถูกกระสุนปืนของเจ้าหน้าสิ้นใจตายคาเบาะนั่งคนขับดังกล่าว”

อย่างไรก็ตาม ในเบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันชันสูตรศพและตรวจเก็บหลักฐานต่างๆ ในที่เกิดเหตุอย่างละเอียด พร้อมทั้งตรวจสอบอาวุธปืนพกสั้นของนายณัฐวุฒิพบว่า ปืนกระบอกดังกล่าวเป็นปืนขนาด .38 ภายในลูกโม่ กระสุนปืนถูกยิงไป 3 นัด ส่วนศพตำรวจจะได้ส่งไปตรวจชันสูตรที่สถาบันนิติเวชโรงพยาบาลตำรวจต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/news/crime/1560900

ผัวเมีย

ผัวเมียเล่นใหญ่ เผารถหนีตำรวจ

ผัวเมีย

ตำรวจลำปางไล่ติดตามสกัด รถเก๋ง 2 ผัวเมีย ต้องสงสัย ก่อนโดนยิงล้อรถไปต่อไม่ได้ ตัดสินใจจุดไฟเผารถทั้งคัน ทำลายยาบ้านับล้านเม็ด เมียโดนจับได้ ผัวหนีหายเข้าป่า

(7 พ.ค.) นายธนารัฐ สายเทพ นายอำเภอสบปราบ จ.ลำปาง พร้อมด้วย พ.ต.ท.เมธี ยั่งยืน สว.สอบสวน สภ.สบปราบ และเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวน เจ้าหน้าที่งานป้องกันเทศบาลตำบลสบปราบ เและสมาคมกู้ภัยลำปางจุดสบปราบ รุดไปตรวจสอบที่เกิดเหตุบริเวณถนนพหลโยธิน สายลำปาง-ตาก หลักกิโลเมตรที่ 641 เขต ต.สบปราบ อ.สบปราบ จ.ลำปาง หลังได้รับแจ้งมีเหตุมี ผัวเมีย เผารถยนต์

ในที่เกิดเหตุเป็นถนนขาขึ้นพบรถยนต์ อีซูซุ มิวเซเว่น กำลังถูกไฟเผาโหมลุกไหม้อย่างรุนแรงทั้งคันรถ ซึ่งจอดอยู่กลางถนน เจ้าหน้าที่ต้องทำการปิดกั้นการจราจรไม่สามารถให้รถผ่านได้ ก่อนจะเร่งระดมรถดับเพลิงเข้าฉีดน้ำเพื่อสกัดเปลวไฟที่กำลังลุกไหม้ใช้เวลานานกว่า 30 นาทีเพลิงจึงสงบ

จากการตรวจสอบภายในรถเจ้าหน้าที่พบยาบ้าและยาไอซ์จำนวนมากซุกซ่อนอยู่ด้านหลังรถ คาดว่ามีไม่ต่ำกว่า 1 ล้านเม็ด ซึ่งได้ถูกไฟไหม้ไปบางส่วนและยังเหลือที่ไม่ถูกไฟไหม้อีกจำนวนมาก จึงได้กั้นสถานที่เกิดเหตุเพื่อประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจพิสูจน์หลักฐานมาตรวจสอบ

ทั้งนี้ทราบว่าก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.แม่พริก ได้ติดตามรถต้องสงสัยซึ่งเป็นรถคันดังกล่าวที่ได้ขับรถหนีเจ้าหน้าที่ก่อนจะวิ่งมาตามเส้นทางกว่า 30 กิโลเมตร พร้อมกับประสานเจ้าหน้าที่ด่านตรวจ สภ.สบปราบ สกัดกั้นรถคันดังกล่าว แต่ในระหว่างทางได้ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ติดตาม ก่อนจะถูกยิงยางรถและไปต่อไม่ได้ ทำให้ผู้ต้องสงสัยจอดรถกลางถนน และ ผัวเมีย จุดไฟเผารถทั้งคัน หวังจะทำลายหลักฐาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ได้ติดตามจับผู้ต้องหาได้ 1 คน ส่วนอีกคนเป็นชายได้วิ่งหลบหนีเข้าไปในป่า ทางเจ้าหน้าที่ จะทำการสอบสวนและติดตามจับกุมต่อไป

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.sanook.com/news/7763362/

ไฟไหม้ระทึก

ไฟไหม้ระทึก อาคารพิพิธภัณฑ์กองพลทหารม้าที่ 2 ระดมฉีดน้ำดับกันวุ่น

ไฟไหม้ระทึก เกิดเหตุเพลิงไหม้อาคารพิพิธภัณฑ์กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ อยู่ระหว่างตรวจสอบหาสาเหตุและรายละเอียดทรัพย์สินเสียหาย

ไฟไหม้ระทึก เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 12 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เกิดเหตุเหตุเพลิงไหม้อาคารพิพิธภัณฑ์กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นอาคาร 2 ชั้น ถนนพหลโยธิน แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพฯ ซึ่งในขณะเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ทหารฯ ที่รักษาการณ์อยู่ภายในได้ระดมกำลังใช้ถังเคมี และได้น้ำเข้าไปฉีดเพื่อระงับเหตุ

ไฟไหม้ระทึก

และในเวลาต่อมา เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงสุทธิสาร เดินทางถึงที่เกิดเหตุ พร้อมกับเข้าทำการฉีดน้ำ จนสามารถควบคุมเพลิงเอาไว้ได้ โดยใช้เวลาประมาณเกือบ 10 นาที เพลิงจึงสงบลง

เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องจะตรวจสอบถึงสาเหตุของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้ และตรวจสอบทรัพย์สินที่เสียหายว่ามีอะไรบ้าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับเหตุการณ์ไฟไหม้ที่เกิดขึ้น เป็นเขตพื้นที่ของทหาร ขณะเกิดเหตุเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในพื้นที่เกิดเหตุ และไม่ให้บันทึกภาพใดๆ ทั้งสิ้น.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

รอง ผบก

รอง ผบก.ปอท. ชี้ คนร้ายแอบอ้างเป็นมีมี่ หลอกเอาเงินเทรนเนอร์มี 2 คน

รอง ผบก เผยหลังสอบหนุ่มเทรนเนอร์ฟิตเนส คาดว่าคนร้ายแอบอ้างใช้รูปมีมี่ ไปหลอกผู้เสียหายคาดมี 2 คนหลอกเป็นอดีตนักร้องสาว 1 คน และอ้างเป็นน้องชายเวลานัดเจออีก 1 คน…

รอง ผบก กรณี นายภูสิริเดชน์ ฉวีภักดิ์ อายุ 26 ปี เทรนเนอร์ฟิตเนส พร้อมด้วย น.ส.อนัญญา ศิลปนะรุจิ หรือมีมี่ อายุ 25 ปี อดีตนักร้องเกิร์ลกรุ๊ปวง “SOUND CREAM (ซาวด์ครีม)” ค่ายแกรมมี่ ปัจจุบันเป็นแอร์โฮสเตสสายการบินแห่งหนึ่ง เข้าแจ้งความต่อ พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ  ในฐานะ โฆผก บก.ปอท. ร.ต.อ.หญิง พัชรี วงษ์บุญ รอง สว.(สอบสวน) กก.3 บก.ปอท. หลังมีคนร้ายแอบนำรูป น.ส.อนัญญา ไปหลอกลวงนายภูสิริเดชน์ ให้โอนเงินกว่า 6 หมื่นบาท เมื่อวานนี้

ต่อมาเวลา 15.00 น.วันที่ 9 มี.ค.2562 พ.ต.อ.ศิริวัฒน์ ดีพอ ในฐานะ โฆผก บก.ปอท. เผยว่า หลังจากสอบปากคำนายภูสิริเดชน์ ผู้เสียหาย คาดว่าคนร้ายน่าจะมี 2 คน เพราะเวลาคุยกันทางโทรศัพท์จะเป็นเสียงผู้หญิงพูดคุยกับผู้เสียหาย แต่เวลานัดหมายมาเจอหน้า จะมีแต่ผู้ชายชื่อนายเอ๋ ที่อ้างว่าเป็นน้องชายของฟาง ทุกครั้งที่นัดเจอกันแต่ไม่เคยมาตามนัดสักที ตัวผู้เสียหายยืนยันว่าเอ๋ มีลักษณะคล้ายพวกชายรักชายรอง ผบก.ปอท. กล่าวอีกว่า สำหรับบัญชีธนาคารที่คนร้ายหลอกให้ผู้เสียหายชายโอนเงินทุกบัญชีทางพนักงานสอบสวนจะได้ออกหมายเรียกมาสอบปากคำว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับคนร้ายอย่างไรหรือไม่ ถ้ารู้เห็นก็จะถือว่าร่วมกับคนร้ายในการกระทำความผิดครั้งนี้ด้วย

รอง ผบก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ด้านมีมี่ อนัญญา ได้โพสต์เตือนแฟนคลับทางเฟซบุ๊กส่วนตัว ไว้ว่า ….”สวัสดี สวีดัด ขอชี้แจงเรื่องนึง ตอนตีหนึ่งนี้
มี่ไม่เล่น B-talk w-chat tinder หรือโปรแกรมแชตหาคู่อะไรทั้งนั้นนะคะ โซเชียลที่เล่น มีแค่ facebook อันนี้ fanpage Memii’s Happy ที่เข้าบ้างไม่เข้าบ้าง และก็ IG memii.iiiiiiiii แค่นี้เท่านั้น

มี่เป็นลูกคนเดียว ไม่มีพี่น้อง ไม่เคยมีชื่อในวงการ ตั้งแต่จำความได้ไม่เคยใช้ชื่ออื่นนอกจากมีมี่เลยค่ะ ฟางคือใคร!!

อยากบอกว่า มันไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิดเรื่องแบบนี้ และมี่ว่ามันเริ่มจะหนักเข้าไปทุกวันแล้ว เคยมีคนทักมี่มาว่า มี่คบกับเค้ามา 6 เดือนแล้ว คุยกันผ่านโทรศัพท์ทุกวัน ใช่มี่จริงๆ มั้ย และเคยมีคนทักว่า มี่คุยกับคนๆ นี้ หลอกให้เติมเงินทรูออนไลน์ให้ ใช่มี่หรือเปล่า คราวนี้เริ่มหลอกให้โอนเงินให้ มันเริ่มเกินไปมากๆ แล้ว และมี่เสียหายค่ะ

มี่จะเบลอชื่อของคนที่หลอกใช้รูปมี่เอาไว้ก่อนนะคะ เผื่อผิด พ.ร.บ. คอมฯ ถ้าอยากรู้ หลังไมค์มาได้ค่ะ เผื่อช่วยกันตามตัว หรือถ้าใครพอจะรู้จัก คนๆ นี้ คุ้นๆ รูปครึ่งล่างของคนๆ นี้ สามารถติดต่อมาได้นะคะ

ป.ล.แชตในภาพคือการสนทนาระหว่างผู้เสียหาย กับเพื่อนของมี่นะคะ เค้าทักมาหาเพื่อนมี่ ให้ถามว่ามี่มีพี่น้องมั้ย เพราะคนชื่ออ้างว่าเป็นมี่บอกเค้าว่าบัญชีอันนี้ เป็นชื่อน้องชายมี่ เพื่อนเลยส่งแชตมาถาม เลยได้ความตามนี้ค่ะ”

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

 …

แม่ลูก 3 ชีวิต

แม่ลูก 3 ชีวิต รอดหวุดหวิด ไฟไหม้กระบะ วอดพังไปกับตา

แม่ลูก 3 ชีวิต หญิงสาวมากับลูก 2 คน ขับกระบะมาส่งผ้าในสุพรรณ ได้กลิ่นน้ำมันไม่ได้เอะใจ จนไฟลุกจากห้องเครื่อง ออกมาจากรถได้ทันทั้งหมด 3 ชีวิต รอดหวุดหวิด ก่อนไฟไหม้วอดทั้งคันไปต่อหน้าต่อตา…

แม่ลูก 3 ชีวิต มื่อวันที่ 10 มี.ค. เกิดเหตุเพลิงไหม้รถยนต์กระบะ ยี่ห้ออีซูซุ รุ่นดีแมกซ์ สีบรอนซ์-เงิน ทะเบียน นข 2857 กาญจนบุรี บนถนนสายหางตลาด-จรเข้สามพัน บ้านดอนงิ้ว หมู่ 4 ต.ยุ้งทะลาย อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี โดยเพลิงลุกไหม้จากห้องเครื่องและลุกลามไปทั่วทั้งคัน เจ้าหน้าที่ดับเพลิง อบต.ยุ้งทะลาย และหน่วยกู้ภัยจักนารายณ์ ได้ใช้ถังเคมีดับเพลิง และฉีดน้ำดับไฟ ใช้เวลา 15 นาที จึงควบคุมไว้ได้

โดยรถเสียหายทั้งหมด โชคดี 3 แม่ลูกหนีออกมาจากรถได้ทัน จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต

แม่ลูก 3 ชีวิต

นางกรรณิการ์ กลางโฉม อายุ 47 ปี ชาว ต.สระลงเรือ อ.ห้วยกระเจา จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า เดินทางมาพร้อมลูกสาว 2 คน เพื่อมาส่งผ้าใน ต.จรเข้สามพัน ขณะจอดรถได้กลิ่นน้ำมัน ซึ่งไม่ได้สนใจ

จนเมื่อส่งผ้าเสร็จ รีบเดินทางต่อเพื่อไปหาหลานใน ต.ยุ้งทะลาย โดยขณะเหยียบคลัตช์จะเข้าเกียร์ไม่สามารถทำได้ จากนั้นมีควันพวยพุ่งมาจากห้องเครื่อง จึงรีบบอกให้ลูกๆ ลงจากรถ กระทั่งไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็ว จึงรีบโทรแจ้งเจ้าหน้าที่ขอความช่วยเหลือ เบื้องต้นคาดว่าน่าจะเกิดจากสายน้ำมันรั่วไหลภายในห้องเครื่องจนทำให้ไฟลุกไหม้ดังกล่าว.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

โจ๋งครึ่ม

โจ๋งครึ่ม กอ.รมน.จับบ่อนเฮียเส่ย ตลาดลาดกระบัง นักพนันกว่า 100

โจ๋งครึ่ม กอ.รมน.กทม.ได้รับร้องเรียน มีบ่อนกลางตลาดลาดกระบังเล่นกันโจ๋งครึ่ม ประสานทหาร ฝ่ายปกครอง ตม. บุกจับได้นักพนันกว่า 100 ตะลึง พบยาเสพติดและอุปกรณ์การเสพด้วย

โจ๋งครึ่ม วันที่ 8 มี.ค. เจ้าหน้าที่สนธิกำลังบุกทลายบ่อนเฮียเส่ย ภายในตลาดลาดกระบัง รวบนักพนันชายหญิง พร้อมของกลางจำนวนหลายรายการ ยังพบอุปกรณ์เสพ และยาเสพติดจำนวนหนึ่ง โดยมีภาพวงจรปิดจับภาพขณะกำลังเล่นพนันไว้ได้

ทั้งนี้ ภาพวงจรปิดภายในบ่อน ภายในซอยลาดกระบัง 52 เขตลาดกระบัง กทม. บันทึกภาพขณะที่นักพนันชายหญิงกำลังเล่นพนันกันอย่างโจ๋งครึ่ม ก่อนที่เจ้าหน้าที่กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. กรุงเทพฯ จะสนธิกำลังทหาร เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง 1 บุกเข้าจับกุมบ่อนการพนันดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่สามารถจับนักพนันชายหญิงได้กว่า 100 คน พร้อมยึดเงินของกลางและอุปกรณ์การเล่นพนันได้จำนวนมาก นอกจากนี้ ยังพบอุปกรณ์เสพ และยาเสพติดจำนวนหนึ่ง

จากการตรวจสอบ ที่เกิดเหตุเป็นอาคารที่ตั้งอยู่ติดกับตลาดลาดกระบัง โดยบ่อนแห่งนี้ไม่สามารถเปิดได้จากภายนอก ต้องเปิดเข้าออกจากด้านในเท่านั้น ซึ่งทางเจ้าหน้าที่จึงได้วางแผนส่งสายลับเข้าไป ก่อนที่จะให้สายลับเปิดประตูจากด้านในออกมา แล้วจึงนำกำลังเข้าจับกุม

โจ๋งครึ่ม

 

ทั้งนี้ ทางเจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบภายในบ่อนว่ามีของผิดกฎหมายอีกหรือไม่ ส่วนนักพนันที่จับกุมได้ทั้งหมด จะนำไปสอบสวน ก่อนส่งให้กับพนักงานสอบสวนท้องที่ต่อไป

พล.ต.มนัส จันดี รอง ผอ.กอ.รมน.กทม. กล่าวว่า การจับกุมครั้งนี้เจ้าหน้าที่ได้รับการร้องเรียนจากพลเมืองดี ว่า มีการลักลอบให้เล่นการพนัน เจ้าหน้าที่ กอ.รมน.กทม.จึงได้ประสานไปยังเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อขอกำลังสนับสนุนจนสามารถจับกุมได้ดังกล่าว.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

เร่งล่าโจรแต่งหญิง

เร่งล่าโจรแต่งหญิง บุกปล้นทอง 215 บาท เหิมขู่ พนง. ไม่ทำตามจะกดบึม

เร่งล่าโจรแต่งหญิง “เฉลิมเกียรติ” ลงพื้นที่ตรวจสอบห้างบิ๊กซีพระราม 4 จุดเกิดเหตุคนร้ายแต่งกายเป็นหญิง

เร่งล่าโจรแต่งหญิง  สวมวิกปลอมบุกปล้นทอง มูลค่า 4 ล้านบาท สั่งชุดสืบสวนเร่งติดตามตัว พร้อมแกะรอยเส้นทางหลบหนีแล้ว

เมื่อวันที่ 8 มี.ค.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ศรีวรขาน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รองผบ.ตร.) เข้าตรวจสอบห้างเพชรทองออโรร่า ในห้างบิ๊กซี เอ็กซ์ตร้า สาขาพระราม 4 ถนนพระรามที่ 4 แขวงคลองตัน เขตคลองเตย กทม. จุดเกิดเหตุที่คนร้ายใช้ปืนจี้พนักงานชิงสร้อยคอทองคำ น้ำหนัก 215 บาท มูลค่าประมาณ 4 ล้านบาท หลบหนีไป เมื่อช่วงบ่ายวานนี้

โดยก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.เฉลิมเกียรติ ได้เข้าประชุมติดตามความคืบหน้าคดีกับชุดสืบสวน สน.ทองหล่อ พร้อมเปิดเผยว่า จากข้อมูลการสืบสวนสอบสวนเบื้องต้น พบคนร้ายก่อเหตุเพียงคนเดียว ส่วนวินรถจักรยานยนต์ที่นำตัวมาสอบปากคำ เบื้องต้นเชื่อว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ โดยทำหน้าที่เพียงขี่รถจักรยานยนต์ไปส่งคนร้ายที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ ตามที่คนร้ายได้ว่าจ้างเท่านั้น

เร่งล่าโจรแต่งหญิง

ขณะเดียวกันยังเชื่อว่าคนร้ายหลบหนีอยู่โดยรอบพื้นที่ ได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัว พร้อมแกะรอยเส้นทางหลบหนี ขณะเดียวกันได้สั่งการให้ชุดสืบสวนเทียบเคียงแผนประทุษกรรมของคนร้ายในการก่อเหตุกับพื้นที่อื่นๆ ด้วย

ขณะที่พนักงานร้านทอง เล่าว่า ก่อนเกิดเหตุคนร้ายได้เดินมาดูลาดเลา 2 ครั้ง โดยสังเกตเห็นว่าคนร้ายเป็นผู้ชาย แต่แต่งหน้าเป็นผู้หญิง ใส่วิกผมปิดบังใบหน้า สวมหน้ากากอนามัย แต่งกายมิดชิดผิดปกติ ก่อนจะเข้ามาใช้ปืนขู่ให้นำทองเส้นใหญ่ ใส่ถุงพลาสติก พร้อมขู่ว่าหากไม่ทำตามจะกดระเบิด ทำให้เกิดความกลัว จึงทำตามที่คนร้ายสั่ง ซึ่งได้ทองรูปพรรณน้ำหนัก 215 บาท ก่อนหลบหนีไป.

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/

คิดก่อนกด

คิดก่อนกด คลิกเดียวโดนล้วง เสียสิทธิส่วนตัว เอาผิดไม่ได้

คิดก่อนกด เตือนเหล่าโซเชียลลิซึ่ม เล่นแอพฯ ต้องระวัง อ่านสัญญาให้ชัด ก่อนคลิก พลาดพลั้ง ถูกล้วงข้อมูลส่วนตัวเกินจำเป็น แถมเอาผิดใครไม่ได้…

คิดก่อนกด จุดเริ่มต้นของสกู๊ปชิ้นนี้ เกิดจากกระแสข่าวที่โด่งดังขึ้นมาบนโลกออนไลน์ว่า “เกมโปเกมอน โก มีพิษล้วงลับข้อมูลส่วนตัว” กระแสข่าวนี้ จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ทุกวันนี้ อาจมีหลายคนกำลังพะวงในเรื่องนี้อยู่….

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จึงมีความตั้งใจอย่างยิ่งในการจัดทำสกู๊ปชิ้นนี้ขึ้น เพื่อเตือนให้ทุกๆ ท่าน ได้พึงระวังตัว เพราะทุกๆ ข้อมูลที่ ถูกนำไปผูกไว้บนโลกเทคโนโลยี มันมีความเสี่ยงต่อการถูกขโมยไปใช้งาน

“โดยที่บางครั้ง คุณก็ไม่รู้ตัวว่า ข้อมูลของคุณกำลังถูกใช้งานอยู่”

ในวันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ จะพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปพบกับทุกแง่มุมของภัยที่เกิดจากการสมัครเล่นเกมและเล่นโซเชียลมีเดียต่างๆ ที่คุณอาจถูกล้วงข้อมูลส่วนตัว โดยที่ ตัวคุณนั่นแหละ เป็นผู้อนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลของตัวคุณเอง……

ทางทีมข่าวจึงได้เชื้อเชิญ รศ.คณาธิป ทองรวีวงศ์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเซนต์จอห์น และนักวิชาการด้านกฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล และ ดร.โกเมน พิบูลย์โรจน์ กรรมการผู้จัดการบริษัท T-NET ภายใต้การกำกับดูแลของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (สวทช.) มาบอกเล่าทุกแง่มุมของการสูญเสียข้อมูลจากการเล่นแอพพลิเคชั่นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เกม โซเชียลมีเดีย ว่าความจริงแล้ว ผู้ให้บริการสามารถเข้าถึงข้อมูลอะไรได้บ้าง?.. หรือ เอาข้อมูลที่ได้ไปใช้ทำอะไร?…

คิดก่อนกด

แล้วเกมที่กำลังฮอตฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง ทั่วโลก อย่าง โปเกมอน โก เหล่าเทรนเนอร์ ได้สูญเสียข้อมูลส่วนตัวอะไรไปให้บริษัทเกม บ้าง?…

การขอเข้าถึงข้อมูลของแอพฯ มี 2 แบบ เพื่อให้แอพฯทำงานดี-เอาไปใช้เกินวัตถุประสงค์
ทางทีมข่าวฯ ขอเริ่มต้นการสนทนา ด้วยการรัวคำถามเป็นชุด ว่า…แอพพลิเคชั่นที่ถูกสร้างมาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อยากเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลไปเพราะอะไร ข้อมูลอะไรที่ต้องการ และเมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว…เอาไปใช้ทำอะไร ที่สำคัญมีกฎหมายควบคุมเรื่องนี้หรือไม่?

โดย รศ.คณาธิป เลกเชอร์ ให้ทีมข่าวฯ ฟังว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่า ข้อมูลของผู้ใช้งานเทคโนโลยีต่างๆ ได้เข้าไปอยู่ในมือ ของผู้ให้บริการแล้วในระดับหนึ่ง….

ดังนั้น หากถามว่า ทำไมผู้ให้บริการ ต้องเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน?

ในประเด็นนี้ต้องอธิบายว่า แอพพลิเคชั่นบางตัว มีความจำเป็น ต้องเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งาน เพื่อทำให้แอพพลิเคชั่นนั้นๆ สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แต่ปัญหาที่มักจะตามมา หลังจากผู้ให้บริการเข้าถึงข้อมูลของผู้ใช้งานคือ การนำข้อมูลไปใช้ โดยในเรื่องนี้ แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

แบบที่ 1 การนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์ในการใช้งานแอพพลิเคชั่นนั้นๆ เช่น การนำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาแอพพลิเคชั่น เป็นต้น

แบบที่ 2 การนำข้อมูลไปใช้เพื่อประโยชน์นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ในการใช้งานแอพพลิเคชั่น เช่น นำข้อมูลไปใช้ในเชิงธุรกิจ หรือ นำข้อมูลผู้ใช้ไปขายต่อ

ซึ่งหากผู้ให้บริการนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้ในแบบที่ 1 ปัญหาก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากนำข้อมูลผู้ใช้งานไปใช้ ในแบบที่ 2 การกระทำในลักษณะนี้อาจสร้างความไม่พอใจแก่ผู้ใช้งาน และทำให้เกิดปัญหาตามมาได้

ขอบคุณแหล่งที่มา https://www.thairath.co.th/